ข้ามไปที่เนื้อหา

ซื้อได้ที่ร้านทางการของเราบน Shopee หรือ ณ จุดจำหน่ายทั่วประเทศไทย

Mama's Choice

ลูกหัวแบน หัวเบี้ยว เกิดจากอะไร และคุณแม่ดูแลอย่างไรได้บ้าง

ภาวะศีรษะแบนในทารกคืออะไร เกิดจากอะไร สังเกตอย่างไร วิธีลดโอกาสลูกหัวแบนหัวเบี้ยวที่ทำได้ที่บ้าน และเมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์

เขียนโดย ทีม Mama's Choiceบทความนี้ยังไม่ผ่านการตรวจทานจากบุคลากรทางการแพทย์เผยแพร่ อัปเดต 1 นาที
ลูกน้อยนั่งเล่นในคอก

ลูกหัวแบน เป็นเรื่องที่คุณแม่หลายคนกังวล เพราะอยากให้ศีรษะลูกกลมสวย ในบทความนี้ Mama’s Choice สรุปเรื่องภาวะศีรษะแบน (flat head syndrome) ให้เข้าใจง่าย พร้อมวิธีดูแลในชีวิตประจำวันที่ช่วยลดโอกาสที่ลูกจะหัวแบน

ภาวะศีรษะแบน (Flat Head Syndrome) คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร

ภาวะศีรษะแบน หรือ plagiocephaly คือภาวะที่รูปศีรษะของลูกผิดรูปไปจากปกติ ส่วนใหญ่สังเกตได้ที่ท้ายทอย ถ้าแบนเท่า ๆ กันทั้งสองข้าง ศีรษะจะดูแบนไปทางด้านหลัง แต่ถ้าแบนข้างเดียว ศีรษะจะดูเบี้ยว

กะโหลกของทารกยังนิ่มและโตเร็ว ถ้าศีรษะกดอยู่ท่าเดิมนาน ๆ บริเวณนั้นก็แบนลงได้ แบบนี้เรียกว่าศีรษะแบนจากท่านอน (positional plagiocephaly) ซึ่งเป็นแบบที่พบบ่อยที่สุด

ปัจจัยที่ทำให้ลูกหัวแบนหรือหัวเบี้ยวได้ง่ายขึ้น

  • ลูกนอนหันศีรษะไปทางเดิมเป็นประจำ

  • ครรภ์แฝด ซึ่งทำให้ลูกมีพื้นที่ในมดลูกน้อย

  • การคลอดที่ใช้คีมหรือเครื่องดูดสุญญากาศช่วย

  • การคลอดก่อนกำหนด เพราะกะโหลกยังนิ่มกว่าทารกที่ครบกำหนด

ลูกหัวแบน ศีรษะแบน flat head syndrome

สังเกตอย่างไรว่าลูกหัวแบน

ส่วนใหญ่มองเห็นได้ไม่ยาก โดยเฉพาะตอนอาบน้ำให้ลูก เพราะผมเปียกแนบศีรษะจนเห็นรูปทรงชัด ลองมองจากด้านบนศีรษะแล้วสังเกตสิ่งเหล่านี้

  • ศีรษะมีส่วนที่แบนหรือเอียงที่ด้านข้างหรือด้านหลัง

  • หูสองข้างอยู่ไม่เท่ากันเมื่อมองจากด้านบน

  • ผมบางหรือเป็นจุดล้านเฉพาะบริเวณที่ลูกนอนทับบ่อย

ส่วนอาการต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะของศีรษะแบนจากท่านอน และควรพาลูกไปพบแพทย์โดยเร็ว

  • คลำเจอสันนูนแข็งตามแนวรอยต่อกะโหลก

  • กระหม่อมปิดเร็วหรือคลำกระหม่อมไม่เจอ

ลักษณะเหล่านี้อาจเกี่ยวกับภาวะที่รอยต่อกะโหลกปิดเร็วกว่าปกติ ซึ่งต้องให้แพทย์ตรวจประเมินนะคะ

ลดโอกาสลูกหัวแบนได้อย่างไร

ศีรษะแบนจากท่านอนมักดีขึ้นเองเมื่อลูกโตขึ้นและเริ่มนั่ง คลาน และเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ถึงอย่างนั้นก็มีหลายวิธีที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ทุกวันเพื่อลดแรงกดที่ศีรษะของลูก

1. ให้ลูกนอนคว่ำเล่นตอนตื่น (tummy time)

ช่วงที่ลูกตื่นและมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย ให้ลูกนอนคว่ำเล่นบนเบาะหรือบนอกคุณแม่วันละหลาย ๆ ครั้ง เริ่มจากครั้งละไม่กี่นาทีแล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาตามที่ลูกไหว ท่านี้ช่วยให้ศีรษะด้านหลังได้พักจากแรงกด และช่วยให้กล้ามเนื้อคอ ไหล่ และแขนของลูกแข็งแรงขึ้น

พอลูกอายุราว 2–3 เดือน หลายคนจะเริ่มพลิกตัวจากนอนหงายไปนอนตะแคง ถ้าคุณแม่เล่นด้วยหรือหอมพุงลูก ลูกมักขยับตัว โยกไปมา และถีบเท้าเหมือนจะพลิก แต่ยังพลิกคว่ำเองไม่ได้จนกว่ากล้ามเนื้อจะแข็งแรงพอ ระหว่างเล่นกัน คุณแม่ช่วยจับลูกนอนตะแคงสลับข้างได้ โดยอยู่ข้าง ๆ ลูกตลอด

2. อุ้มลูกบ่อยขึ้น

แม้ชีวิตคุณแม่จะยุ่งมาก การอุ้มลูกบ่อย ๆ ก็ช่วยลดเวลาที่ศีรษะลูกกดอยู่กับพื้นแข็ง ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่แม่ลูกได้ใกล้ชิดกัน และลูกได้ฝึกชันคอไปด้วย ถ้าวางลูกในเปลโยกหรือเก้าอี้โยก ควรให้อยู่ในนั้นไม่นานเกินไป เพราะศีรษะลูกจะกดอยู่ท่าเดิมเหมือนตอนนอน

3. สลับทิศทางศีรษะตอนนอน

ท่านอนที่แนะนำสำหรับทารกคือนอนหงายทุกครั้งที่หลับ ทั้งกลางวันและกลางคืน ท่านี้ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะทารกเสียชีวิตกะทันหัน (SIDS) แต่ก็ทำให้ศีรษะด้านหลังรับแรงกดมาก คุณแม่จึงควรให้ลูกนอนหงายต่อไป แล้วสลับให้ลูกหันศีรษะไปทางซ้ายและขวาสลับกัน

อีกวิธีที่ทำได้ง่ายคือสลับฝั่งที่วางลูกในเตียงในแต่ละคืน ลูกมักหันหน้าไปทางประตูหรือทางที่มีคนเดินผ่าน การสลับฝั่งจึงช่วยให้ลูกไม่หันไปทางเดิมตลอด

4. เรื่องหมอนหลุมหรือหมอนหัวทุย

หมอนหลุมหรือหมอนหัวทุยออกแบบมาให้กระจายแรงกดที่ศีรษะด้านหลัง มีบางเว็บไซต์รวบรวมคำบอกเล่าของพ่อแม่ที่ใช้หมอนประเภทนี้ แต่นั่นเป็นประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่ผลการศึกษา

ในงานวิจัย มีการศึกษาของ Anna M Öhman ที่ทดลองใช้หมอนที่ออกแบบเฉพาะกับทารกที่มีศีรษะแบนจากท่านอน ภายใต้การติดตามของทีมผู้ศึกษา ผลนี้จึงใช้กับการดูแลที่อยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้หมายความว่าหมอนทุกแบบใช้ได้ที่บ้าน

ที่สำคัญคือ องค์กรด้านการนอนอย่างปลอดภัยของทารก เช่น NICHD ในลิงก์ข้างต้น แนะนำให้พื้นที่นอนของทารกไม่มีหมอน ผ้าห่มนุ่ม ๆ หรืออุปกรณ์จัดท่า เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการหายใจไม่สะดวก ถ้าคุณแม่สนใจหมอนหัวทุย ควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อน และอย่าใช้ตอนลูกหลับโดยไม่มีผู้ใหญ่เฝ้าดู หมอนเป็นเพียงตัวช่วยเสริม คุณแม่ยังต้องสลับทิศศีรษะลูกและให้ลูกนอนคว่ำเล่นตอนตื่นอย่างสม่ำเสมอนะคะ

ลูกหัวแบนต้องกังวลไหม มีผลแทรกซ้อนหรือเปล่า

ภาวะศีรษะแบนมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ในรายที่รุนแรงอาจเห็นใบหน้า หู หรือขากรรไกรสองข้างไม่เท่ากัน บทความของ Carl Cummings จาก Canadian Paediatric Society อธิบายว่าภาวะนี้มักเริ่มเห็นในช่วงเดือนแรก ๆ หลังคลอด ซึ่งเป็นวัยที่ลูกนอนท่าเดิมเป็นเวลานาน

ข่าวดีคือศีรษะแบนจากท่านอนส่วนใหญ่ดีขึ้นได้เองเมื่อลูกโตและเปลี่ยนท่าได้เอง และเมื่อผมยาวขึ้นก็มักสังเกตแทบไม่เห็น ถ้าคุณแม่ลองปรับท่าแล้วรูปศีรษะยังไม่ดีขึ้น หรือลูกหันคอไปได้ข้างเดียว ควรปรึกษากุมารแพทย์ เพราะบางรายต้องได้รับการดูแลเพิ่ม เช่น กายภาพบำบัดคอ หรือหมวกปรับรูปศีรษะตามที่แพทย์พิจารณา

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

10 วิธีกล่อมลูกน้อยให้หลับสบาย ที่คุณแม่มือใหม่ทำตามได้

เบิกค่าคลอดบุตรจากประกันสังคมอย่างไร

ที่มา: 1

แชร์บทความนี้

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่หรือลูก ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลได้เสมอ

อ่านต่อ