ปวดท้อง ท้องแข็งตอนตั้งครรภ์ อันตรายไหม ดูแลตัวเองอย่างไร
สาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดท้องและท้องแข็งในแต่ละไตรมาส ตั้งแต่มดลูกขยาย เอ็นยึดมดลูกยืด เจ็บท้องเตือน ไปจนถึงอาการที่ควรไปโรงพยาบาลทันที พร้อมวิธีดูแลตัวเองที่บ้าน

ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น คุณแม่ก็ยิ่งรู้สึกตึงท้องบ่อยขึ้น คำถามที่ตามมาคืออาการปวดท้องหรือท้องแข็งแบบนี้ปกติไหม และเมื่อไรที่ควรไปพบคุณหมอ
อาการส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายที่กำลังปรับตัวและไม่อันตราย แต่บางอาการเป็นสัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที บทความนี้แยกให้ดูทีละไตรมาส เพื่อให้คุณแม่สังเกตตัวเองได้และรู้ว่าเมื่อไรควรโทรหาคุณหมอที่ฝากครรภ์
สาเหตุของอาการปวดท้องและท้องแข็งในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์
อาการท้องแข็งในแต่ละช่วงอายุครรภ์มีสาเหตุต่างกัน และขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณแม่และลูกในครรภ์ด้วย การรู้สาเหตุเบื้องต้นช่วยให้คุณแม่ดูแลตัวเองได้ถูกวิธี และไม่พลาดอาการที่ต้องรีบพบแพทย์
1. ปวดท้องและท้องแข็งช่วงไตรมาสแรก

อาการปวดท้องหรือท้องแข็งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก สาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้
1.1 มดลูกขยายตัว
มดลูกจะค่อย ๆ ขยายตามขนาดของลูกที่เติบโตขึ้น คุณแม่บางคนจึงรู้สึกตึงหรือปวดหน่วงท้องน้อยเป็นพัก ๆ
วิธีดูแล:
อาการแบบนี้มักเป็นเรื่องปกติ ถ้ารู้สึกไม่สบายตัว ลองประคบผ้าชุบน้ำอุ่น (ไม่ร้อนจัด) และเปลี่ยนท่าช้า ๆ ไม่ลุกหรือหมุนตัวเร็ว ถ้าปวดร้าวไปที่เอวหรือหลัง การนวดเบา ๆ บริเวณหลังและเอวช่วยให้ผ่อนคลายได้ จะใช้ น้ำมันนวดของ Mama’s Choice ให้มือลื่นขณะนวดก็ได้ โดยเลี่ยงการกดแรงที่หน้าท้อง
1.2 กินมากเกินไปในมื้อเดียว
ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่บางคนหิวบ่อยขึ้น พอกินมื้อใหญ่ก็อาจแน่นท้อง ท้องอืด หรือจุกเสียดได้ อาการนี้มักดีขึ้นเมื่อปรับวิธีกิน
วิธีดูแล:
แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ กินช้า ๆ และหยุดเมื่อเริ่มอิ่ม ถ้ากลัวว่าจะกินจุบจิบมากไป ลองกำหนดเวลามื้อหลักและมื้อว่างให้ชัด แล้วเลือกอาหารที่มีประโยชน์ วิธีนี้ช่วยให้ระบบย่อยทำงานสม่ำเสมอขึ้นและลดโอกาสท้องอืดได้
1.3 อาการที่อาจเป็นสัญญาณของการแท้ง หรือท้องนอกมดลูก
อาการปวดท้องช่วงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ไม่ได้นำไปสู่ปัญหาร้ายแรง แต่ถ้าปวดท้องหรือท้องแข็งรุนแรง ปวดเกร็งที่หลังส่วนล่าง ร่วมกับมีเลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นสัญญาณของการแท้ง ส่วนอาการปวดท้องรุนแรงด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดออก หน้ามืด หรือปวดร้าวไปที่ไหล่ อาจเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นอกมดลูก
วิธีดูแล:
ถ้ามีอาการเหล่านี้ ให้ไปโรงพยาบาลหรือติดต่อคุณหมอทันที ไม่ควรรอดูอาการเองนะคะ
2. ปวดท้องและท้องแข็งช่วงไตรมาสที่ 2

2.1 ปวดหน่วงท้องน้อยจากเอ็นยึดมดลูก
ในไตรมาสที่ 2 เอ็นยึดมดลูก (round ligament) ซึ่งเชื่อมด้านหน้าของมดลูกกับบริเวณขาหนีบ จะยืดออกตามขนาดของมดลูก เมื่อเอ็นยืดหรือหดเกร็งเร็ว ๆ คุณแม่อาจรู้สึกปวดแปลบหรือปวดหน่วงที่ท้องน้อย บางคนปวดจากใต้สะดือลงไปถึงขาหนีบ อาการมักเกิดตอนลุกเร็ว พลิกตัว ไอ หรือจาม
วิธีดูแล
ขยับตัวและเปลี่ยนท่าช้า ๆ เช่น ตอนพลิกตัวบนเตียงหรือลุกขึ้นยืน ถ้ารู้ตัวว่ากำลังจะไอ จาม หรือหัวเราะ ลองงอสะโพกและเข่าเล็กน้อยเพื่อลดแรงดึงที่เอ็น การออกกำลังกายเบา ๆ ที่คุณหมออนุญาต เช่น เดินหรือยืดเหยียด ช่วยให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นขึ้น ถ้าปวดไม่หายหลังพัก หรือปวดรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาคุณหมอ
2.2 อาหารไม่ย่อย
ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นช่วงตั้งครรภ์ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง คุณแม่จึงแน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด หรือท้องผูกได้ง่าย
วิธีดูแล:
ดื่มน้ำให้พอ กินผัก ผลไม้ และธัญพืชเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ใยอาหาร และขยับตัวหรือเดินเบา ๆ หลังมื้ออาหาร ถ้าท้องผูกหรือแสบร้อนกลางอกบ่อย ถามคุณหมอก่อนซื้อยามาใช้เอง
2.3 ลูกดิ้น
ในไตรมาสที่ 2 คุณแม่จะเริ่มรู้สึกว่าลูกดิ้น บางจังหวะลูกเตะหรือเปลี่ยนท่าแรง ๆ จนรู้สึกเจ็บ ท้องตึง หรือท้องแข็งชั่วครู่
วิธีดูแล:
ลองเปลี่ยนท่านั่งหรือนอน หายใจช้า ๆ ให้ร่างกายผ่อนคลาย คุณแม่หลายคนชอบใช้ช่วงนี้ลูบท้องและพูดคุยกับลูก ช่วยให้ใจสงบลงได้
3. ปวดท้องและท้องแข็งช่วงไตรมาสที่ 3

3.1 เจ็บท้องเตือนหรือเจ็บท้องหลอก
เจ็บท้องเตือน หรือแบรกซ์ตัน ฮิกส์ (Braxton Hicks contractions) คือการที่มดลูกบีบตัวเป็นพัก ๆ เหมือนการซ้อมก่อนคลอดจริง คุณแม่บางคนแทบไม่รู้สึก บางคนรู้สึกบีบเล็กน้อย เมื่อคลำท้องจะรู้สึกว่าแข็งขึ้น อาการมักเป็นอยู่ไม่นาน ไม่สม่ำเสมอ และไม่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่อาจกระตุ้นให้เกิดมีหลายอย่าง เช่น ลูกดิ้น ยกของหนัก การจับหรือลูบท้องบ่อย การมีเพศสัมพันธ์ กระเพาะปัสสาวะเต็ม หรือดื่มน้ำน้อย
วิธีดูแล:
นอนพักในท่าตะแคง (หลายคนสบายกับการตะแคงซ้าย) ใช้หมอนรองท้องและหว่างขาเพื่อให้นอนสบายขึ้น ลดกิจกรรมที่ต้องออกแรง ไม่กลั้นปัสสาวะ จิบน้ำบ่อย ๆ และหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ถ้าคุณหมออนุญาต การแช่น้ำอุ่นก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้ อาการเจ็บท้องเตือนมักดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าหรือได้พัก ถ้าไม่ดีขึ้น ให้ดูหัวข้อถัดไป
3.2 ท้องแข็งเมื่อใกล้คลอด
ท้องแข็งในช่วงนี้อาจเป็นสัญญาณว่าใกล้คลอด คุณแม่จะรู้สึกแน่นท้อง ท้องแข็ง ปวดคล้ายปวดประจำเดือน หรือปวดหน่วงคล้ายอยากถ่าย แต่ก็อาจเป็นแค่เจ็บท้องเตือน จุดที่ช่วยแยกคือ การเจ็บท้องคลอดจริงจะสม่ำเสมอ ถี่ขึ้น และแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้เปลี่ยนท่าหรือพักแล้วก็ไม่หาย
ไปโรงพยาบาลทันทีถ้ามีอาการต่อไปนี้
-
ท้องแข็งและปวดเกร็งแต่ละครั้งนานประมาณ 45–60 วินาที และไม่หายแม้ขยับตัวหรือเปลี่ยนท่า
-
มดลูกบีบตัวถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่น จากทุก 10 นาที เป็นทุก 7 นาที แล้วทุก 5 นาที ต่อเนื่องกันประมาณ 1 ชั่วโมง
-
มีเลือดสีแดงสดออกทางช่องคลอด
-
มีน้ำใส ๆ ไหลออกทางช่องคลอดคล้ายปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นน้ำเดิน
-
ปวดท้องรุนแรงและไม่หาย มีไข้ หรือรู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลงกว่าปกติ
วิธีดูแล:
ถ้ามีอาการข้างต้น ให้ไปโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์หรือโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที และถ้าอายุครรภ์ยังไม่ถึง 37 สัปดาห์ อาการเหล่านี้อาจเป็นการคลอดก่อนกำหนด ยิ่งต้องรีบไปพบแพทย์

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อรู้สึกตึงท้อง
เรื่องพื้นฐานที่ช่วยได้มากคือการดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะร่างกายที่ขาดน้ำทำให้ท้องแข็งได้ง่ายขึ้น ถ้าต้องนั่งหรือนอนท่าเดิมนาน ๆ ลองลุกขยับหรือเปลี่ยนท่าเป็นระยะ เพื่อลดการกดทับและให้ร่างกายไม่ตึงเกินไป
การนวดเบา ๆ ตามร่างกาย โดยเฉพาะบั้นเอวและหลัง ช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายขึ้น อาจให้คนใกล้ชิดช่วยนวด หรือเลือกร้านนวดที่มีผู้นวดที่ผ่านการอบรมด้านการนวดคนท้อง ถ้าคุณหมอบอกว่าครรภ์มีความเสี่ยง ควรถามคุณหมอก่อนนวดนะคะ
ถ้าอยากใช้น้ำมันนวด Mama’s Choice Relaxing Massage Oil เป็นตัวที่คุณแม่หลายคนหยิบมาใช้ในช่วงนวดก่อนนอน น้ำมันลื่นมือ นวดง่าย ผิวรู้สึกนุ่มหลังนวด และกลิ่นหอมสดชื่นจากลาเวนเดอร์ เกรปฟรุต และผิวส้มช่วยให้ช่วงเวลานวดผ่อนคลายขึ้น น้ำมันนวดของ Mama’s Choice ใช้กับผิวกายภายนอก และลองทาที่ท้องแขนก่อนใช้ครั้งแรก
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ปวดหัวระหว่างตั้งครรภ์ 4 แบบ รับมืออย่างไร
คนท้องปวดหลัง อันตรายไหม ดูแลตัวเองอย่างไร

แชร์บทความนี้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่หรือลูก ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลได้เสมอ