7 โรคในเด็กที่พบบ่อย อาการที่ควรสังเกตและวิธีลดความเสี่ยง
รู้จัก 7 โรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ได้แก่ ตาแดง RSV มือเท้าปาก ท้องเสีย โรคกลาก ไข้เลือดออก และภูมิแพ้ พร้อมอาการที่ควรสังเกต วิธีลดความเสี่ยง และเมื่อไรควรพาลูกไปพบแพทย์

เห็นลูกซุกซน คลาน เดิน หยิบจับทุกอย่างรอบตัว คุณแม่ก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะนั่นคือสัญญาณของพัฒนาการที่ก้าวหน้า แต่มือเล็ก ๆ ที่จับพื้น ของเล่น และสิ่งของต่าง ๆ ก็พาเชื้อโรคติดมาด้วยได้ง่าย พอลูกเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา เชื้อก็มีโอกาสเข้าสู่ร่างกาย
เชื้อเหล่านี้ทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง และคุณแม่จะลดโอกาสที่ลูกจะรับเชื้อได้อย่างไร Mama’s Choice รวบรวมอาการที่ควรสังเกต วิธีลดความเสี่ยง และสัญญาณที่ต้องพาลูกไปหาคุณหมอ ไว้ในบทความนี้
7 โรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก
1. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง (Conjunctivitis)

โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดง คือภาวะที่เยื่อบุตาอักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย หรือจากการแพ้และระคายเคืองต่อสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ควัน หรือขนสัตว์
เด็กเล็กที่เริ่มหยิบจับของเองได้มักมีเชื้อติดมือ พอเอามือไปขยี้ตา เชื้อก็เข้าสู่ดวงตาได้ง่าย
อาการที่ควรสังเกต: อาการต่างกันไปตามสาเหตุ
-
จากเชื้อไวรัส: ตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล ไม่สู้แสง อาจมีไข้หรืออาการหวัดร่วมด้วย ส่วนใหญ่ดีขึ้นเองภายใน 1–2 สัปดาห์
-
จากเชื้อแบคทีเรีย: ตาแดงชัด มีขี้ตาเหนียวสีเหลืองหรือเขียวมาก ตื่นนอนแล้วขี้ตาอาจเกรอะจนลืมตายาก
-
จากการแพ้ฝุ่น ควัน หรือสิ่งแปลกปลอม: คันตา น้ำตาไหล บางคนมีอาการภูมิแพ้จมูกร่วมด้วย เช่น จาม คันจมูก คัดจมูก น้ำมูกไหล
วิธีลดความเสี่ยงโรคตาแดง
-
ล้างมือให้ลูกบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังเล่นและก่อนกินอาหาร
-
ชวนลูกไม่ให้ขยี้ตา และแยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดตัวของลูก
-
ถ้าลูกตาแดง มีขี้ตามาก ปวดตา หรือมองไม่ชัด ควรพาไปพบแพทย์ ทารกแรกเกิดที่ตาแดงควรไปพบแพทย์ทันที
2. โรค RSV (Respiratory Syncytial Virus)

RSV เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาการมักเริ่มภายใน 4–6 วันหลังรับเชื้อ ในเด็กโตและผู้ใหญ่มักมีอาการคล้ายหวัดธรรมดา แต่ในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคปอดหรือโรคหัวใจ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีอาการรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล
อาการที่ควรสังเกต: มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล เสมหะมาก กินนมหรือดื่มน้ำได้น้อยลง ถ้าลูกหายใจเร็ว หายใจหอบจนเห็นซี่โครงบุ๋ม มีเสียงวี้ดหรือเสียงครืดคราด ริมฝีปากซีดเขียว หรือซึมลง ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
วิธีลดความเสี่ยงโรค RSV
-
ล้างมือให้ลูกและล้างมือตัวเองบ่อย ๆ ทั้งก่อนและหลังกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังเล่นของเล่น
-
ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่ลูกจับบ่อยเป็นประจำ
-
แยกของใช้ส่วนตัวของลูก และเลี่ยงให้ลูกใกล้ชิดคนที่เป็นหวัด
-
ปรึกษาคุณหมอเรื่องทางเลือกในการป้องกัน RSV ที่เหมาะกับลูกหรือกับคุณแม่ตั้งครรภ์
3. โรคมือ เท้า ปาก (Hand-Foot-Mouth Disease)

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่าโรคมือ เท้า ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) และพบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
โรคนี้ติดต่อได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น สัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือตุ่มน้ำของผู้ป่วย สัมผัสอุจจาระของผู้ป่วย หรือจับของเล่นและพื้นผิวที่มีเชื้อในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกัน
อาการที่ควรสังเกต: มีไข้ เจ็บคอ มีแผลในปากทำให้ไม่อยากกินอาหาร และมีตุ่มหรือผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น ส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 7–10 วัน แต่บางรายมีภาวะแทรกซ้อนได้ ถ้าสงสัยว่าลูกเป็นโรคนี้ควรพาไปพบแพทย์ และถ้าลูกซึม อาเจียนบ่อย ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือกินน้ำไม่ได้ ต้องไปโรงพยาบาลทันที
วิธีลดความเสี่ยงโรคมือ เท้า ปาก
-
เลี่ยงให้ลูกใกล้ชิดเด็กที่ป่วย
-
ล้างมือให้ลูกบ่อย ๆ และล้างมือตัวเองหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม
-
แยกแก้วน้ำ ช้อน และภาชนะของลูก ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น
4. โรคท้องเสีย (Diarrhea)

ท้องเสียในเด็กมักเกิดจากอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด หรือจากเชื้อไวรัสที่ติดอยู่ตามพื้นผิว เด็กเล็กชอบเอามือเข้าปากจึงรับเชื้อได้ง่าย เมื่อถ่ายเหลวบ่อย ร่างกายจะเสียน้ำและเกลือแร่
อาการที่ควรสังเกต: ถ่ายเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งวัน ปวดท้อง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ภาวะขาดน้ำในเด็กเล็กเกิดได้เร็วและอาจอันตรายถึงชีวิต ถ้าลูกปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ซึม ถ่ายเป็นมูกเลือด หรืออาเจียนจนกินอะไรไม่ได้ ควรพาไปพบแพทย์ทันที
วิธีลดความเสี่ยงโรคท้องเสีย
-
ดูแลบ้านและบริเวณที่ลูกเล่นให้สะอาดอยู่เสมอ
-
ให้ลูกดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก
-
ล้างมือให้ลูกทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
-
ปิดอาหารด้วยฝาชีหรือเก็บในตู้กับข้าว ไม่ให้แมลงวันตอม
-
ให้ลูกกินอาหารปรุงสุกใหม่ ถ้าเป็นอาหารที่เหลือเก็บไว้ ควรอุ่นให้ร้อนทั่วถึงก่อนให้ลูกกิน
5. โรคกลาก (ผิวหนังติดเชื้อรา)

โรคกลากเกิดจากการติดเชื้อราที่ผิวหนัง เช่น เชื้อไมโครสปอรัม คานิส (Microsporum canis) หรือไตรโคไฟตอน รูบรัม (Trichophyton rubrum) เชื้อบางชนิดติดมาจากสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว บางครั้งก็ติดจากดินเมื่อเด็กเดินเท้าเปล่า หรือจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค
อาการที่ควรสังเกต: ผื่นแดงเป็นวงกลม ขอบชัด มีขุยขาวรอบวง และมักคัน เกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น ใบหน้า ลำตัว แขน ขา หรือหนังศีรษะ บางครั้งมีตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองร่วมด้วย ถ้าเกา เชื้ออาจติดเล็บแล้วลามไปที่อื่น และถ้ารักษาไม่ครบก็อาจกลับมาเป็นซ้ำ ถ้าเห็นผื่นลักษณะนี้ ควรพาลูกไปให้คุณหมอตรวจ เพราะผื่นหลายชนิดหน้าตาคล้ายกันและต้องรักษาต่างกัน
วิธีลดความเสี่ยงโรคกลาก
-
อาบน้ำให้ลูกเป็นประจำ และเช็ดตัวให้แห้ง โดยเฉพาะตามซอกพับ
-
ล้างมือและเท้าของลูกหลังเล่นนอกบ้าน
-
ถ้าสัตว์เลี้ยงมีขนร่วงเป็นหย่อมหรือมีผื่น ควรพาไปพบสัตวแพทย์ และเลี่ยงให้ลูกคลุกคลีจนกว่าจะหาย
-
ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม หมอน หรือหวีร่วมกับคนอื่น
6. โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)

ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) ที่มี "ยุงลาย" เป็นพาหะ เมื่อยุงที่มีเชื้อกัด ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกาย ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่งรอบบ้าน เช่น รางน้ำ โอ่ง ถังน้ำ จานรองกระถาง และยางรถเก่า
อาการที่ควรสังเกต: ไข้สูงเฉียบพลัน มักสูงลอยต่อเนื่อง 2–7 วัน ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ช่วงที่ไข้เริ่มลดเป็นช่วงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าลูกซึม ปวดท้องมาก อาเจียนบ่อย มือเท้าเย็น เลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ต้องไปโรงพยาบาลทันที ไข้เลือดออกที่รุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้ และไม่ควรให้ยาลดไข้กลุ่มแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเองโดยไม่ปรึกษาคุณหมอ
วิธีลดความเสี่ยงโรคไข้เลือดออก
-
กำจัดแหล่งน้ำขังรอบบ้าน คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้
-
ปิดฝาโอ่งและภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด ไม่ให้ยุงลายลงไปวางไข่
-
จัดบ้านให้โปร่ง ลมผ่าน ใช้มุ้งหรือมุ้งลวด และให้ลูกใส่เสื้อผ้าแขนยาวในช่วงที่ยุงชุกชุม
7. โรคภูมิแพ้ (Allergy)

โรคภูมิแพ้ต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่อง พันธุกรรมมีส่วนสำคัญ ถ้าพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกก็มีโอกาสเป็นมากขึ้น สิ่งแวดล้อมก็มีผลเช่นกัน เช่น แมลงสาบ ไรฝุ่น ละอองเกสร ขนสัตว์เลี้ยง มลพิษทางอากาศ ควันรถ และควันบุหรี่
สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไป จนเกิดการอักเสบเรื้อรังที่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง จมูก ดวงตา และปอด
อาการที่ควรสังเกต: อาการขึ้นกับอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ เช่น
-
จมูกและทางเดินหายใจส่วนบน: น้ำมูกใสไหลเรื้อรัง จามบ่อย คัดจมูก แม้ไม่ได้เป็นหวัด
-
ทางเดินหายใจส่วนล่าง: หายใจมีเสียงวี้ด ไอแห้งนาน หรือหายใจหอบ อาการแบบนี้อาจเป็นสัญญาณของหอบหืด ควรพาลูกไปพบแพทย์
-
ดวงตา: คันตา ขยี้ตาบ่อย ตาแดง มีขี้ตา โดยเฉพาะหลังตื่นนอน ซึ่งอาจเกี่ยวกับฝุ่นหรือไรฝุ่นบนที่นอน
-
ผิวหนัง: ถ้าลูกแพ้ผงซักฟอก ผ้าขนสัตว์ หรือสารระคายเคืองอื่น ผิวอาจเป็นผื่นแดงเป็นหย่อม และมักคัน
วิธีลดความเสี่ยงและดูแลเด็กที่เป็นภูมิแพ้
-
ทำความสะอาดห้องนอนเป็นประจำ ทั้งเครื่องปรับอากาศ ผ้าม่าน และเครื่องนอน
-
ลดของตกแต่งที่สะสมฝุ่นในห้องนอน
-
ใช้เครื่องฟอกอากาศหากจำเป็น
-
ถ้าลูกแพ้ขนสัตว์ เลี่ยงการเลี้ยงสัตว์มีขนในบ้าน
-
กำจัดแมลงสาบและแหล่งอาศัยของมัน
-
เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวเด็กเล็ก และอ่านส่วนผสมก่อนใช้
-
ให้ลูกออกกำลังและเล่นกลางแจ้งตามวัยอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งดีต่อสุขภาพโดยรวม
-
เลี่ยงสถานที่ที่มีสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ของลูก
-
ปรึกษาคุณหมอเรื่องการทดสอบภูมิแพ้ เพื่อรู้ว่าลูกแพ้อะไรและเลี่ยงได้ถูกจุด
ของติดกระเป๋าสำหรับวันที่ล้างมือไม่สะดวก
เด็กเล็กมักเอามือเข้าปากโดยไม่รู้ตัว การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดยังเป็นวิธีหลักเมื่อทำได้ แต่เวลาอยู่นอกบ้านหรือในรถ ทิชชู่เปียกสักห่อในกระเป๋าช่วยให้คุณแม่เช็ดมือและปากลูกให้สะอาดได้ทันที
ทิชชู่เปียกเด็ก 30 แผ่น แบบพกพาง่าย
ทิชชู่เปียกเด็กของ Mama’s Choice ห่อเล็กพกง่าย ใช้เช็ดผิวลูกได้ทั้งมือ ปาก และตัว มีส่วนผสมจากพืชที่คุณแม่คุ้นเคย
-
ว่านหางจระเข้: ช่วยให้ผิวรู้สึกชุ่มชื้นหลังเช็ด
-
โรสแมรี่: สารสกัดจากพืชที่ใส่ไว้ในสูตร
-
คาโมมายล์: ช่วยให้ผิวรู้สึกสบาย
ทั้งหมดนี้คือ 7 โรคที่พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงรับเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ การล้างมือ ดูแลความสะอาดของบ้านและของใช้ และพาลูกไปรับวัคซีนตามนัด เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากค่ะ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
10 อาชีพเสริม หารายได้เสริม เลี้ยงลูกอยู่บ้านก็ทำได้
7 ความเชื่อเรื่องหลังคลอดที่คุณแม่ควรรู้ความจริง
7 ท่าออกกำลังกายเบา ๆ สำหรับคุณแม่หลังคลอด
แชร์บทความนี้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่หรือลูก ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลได้เสมอ