ข้ามไปที่เนื้อหา

ซื้อได้ที่ร้านทางการของเราบน Shopee หรือ ณ จุดจำหน่ายทั่วประเทศไทย

Mama's Choice

โคลิค คืออะไร พร้อม 9 วิธีรับมือเมื่อลูกน้อยร้องไห้ไม่หยุด

โคลิคคืออะไร ต่างจากการร้องไห้ทั่วไปอย่างไร เกิดจากอะไรได้บ้าง พร้อม 9 วิธีที่คุณพ่อคุณแม่ลองได้เมื่อลูกร้องไห้ไม่หยุด และอาการแบบไหนที่ควรพาลูกไปพบแพทย์

เขียนโดย ทีม Mama's Choiceบทความนี้ยังไม่ผ่านการตรวจทานจากบุคลากรทางการแพทย์เผยแพร่ อัปเดต 2 นาที
คุณแม่อุ้มลูกน้อยบนโซฟา

การร้องไห้คือวิธีที่ทารกใช้บอกคุณพ่อคุณแม่ว่ากำลังไม่สบายตัว อาจเพราะหิว อยากให้อุ้ม ผ้าอ้อมเปียก เหนื่อย ง่วง เจ็บตรงไหนสักแห่ง (เช่น มีเส้นผมหรือเส้นด้ายพันรัดนิ้ว) ปวดท้อง แสบร้อนจากกรดไหลย้อน หรือกำลังป่วย คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ก็จะค่อย ๆ เดาสาเหตุและหาทางปลอบลูก แต่ถ้าลูกวัยแรกเกิดถึง 3 เดือนร้องไห้หนักและนานผิดปกติ โดยเฉพาะช่วงบ่ายหรือเย็น อาจเป็นอาการที่เรียกว่า "โคลิค"

โคลิคไม่ได้ทำให้ลูกเจ็บป่วยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่มักเกิดช่วงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่คุณแม่เหนื่อยล้าจากการดูแลลูกมาทั้งวัน มีงานวิจัยพบว่าความเครียดจากลูกร้องโคลิคอาจสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด การหยุดให้นมแม่เร็วกว่าที่ตั้งใจ รวมถึงความรู้สึกผิดหรือโกรธที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน การเข้าใจโคลิคและรู้วิธีรับมือจะช่วยให้ทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่ผ่านช่วงนี้ไปได้เบาลง Mama’s Choice จึงรวบรวมเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโคลิคไว้ในบทความนี้

‘โคลิค’ คืออะไร? พร้อม 9 วิธีรับมือเมื่อลูกน้อยร้องไห้ไม่หยุด

โคลิค คืออะไร

โคลิคคืออาการที่ทารกซึ่งสุขภาพแข็งแรงดีร้องไห้นานและหนัก โดยหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ มักเริ่มในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกหลังคลอด เป็นมากที่สุดราวอายุ 6 สัปดาห์ และค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อลูกอายุ 3–4 เดือน โคลิคพบได้ค่อนข้างบ่อยในทารกวัยนี้ ลักษณะที่ต่างจากการร้องไห้ทั่วไปมีดังนี้

  • ร้องไห้หนัก เสียงแหลมดัง หน้าแดงหรือซีด กำมือแน่น งอขาเข้าหาท้อง

  • ร้องนานกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน

  • เป็นมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์

  • ต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์

โคลิค เกิดจากอะไร

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุแน่ชัด เชื่อกันว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท และพัฒนาการของทารก เช่น

  • ระบบย่อยอาหารของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่

  • สมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ยังไม่ลงตัว

  • การแพ้โปรตีนนมวัว ซึ่งอาจทำให้ปวดท้อง และมักมีถ่ายเหลวหรือถ่ายมีมูกเลือดร่วมด้วย

  • ปัญหาจากการให้นม เช่น ได้นมมากหรือน้อยเกินไป หรือไม่ได้จับเรอ

  • นักวิจัยบางกลุ่มพบความเชื่อมโยงกับไมเกรนในเด็ก แต่ยังไม่มีข้อสรุป

  • ความเครียดหรือความกังวลในครอบครัว

งานวิจัยพบว่าโคลิคเกิดได้ใกล้เคียงกันไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย คลอดครบกำหนดหรือก่อนกำหนด กินนมแม่หรือนมผสม แต่ข้อมูลจาก Mayo Clinicระบุว่าทารกที่แม่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังคลอดมีความเสี่ยงเป็นโคลิคมากขึ้น

รับมือกับอาการโคลิคอย่างไร

วิธีที่ได้ผลกับลูกแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่อาจต้องใช้เวลาลองหลายวิธี ก่อนอื่นขอให้ดูแลใจตัวเองด้วย ความกังวล เสียใจ กลัว รู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้ รู้สึกผิด หรือแม้แต่โกรธ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี จากนั้นลองวิธีต่อไปนี้ดูนะคะ

1. ดูว่าลูกหิวหรือเปล่า แต่ไม่ต้องฝืนป้อนถ้าลูกไม่อยากกิน

2. เลือกขวดนมที่ออกแบบมาเพื่อลดการกลืนอากาศ ขวดทรงโค้งที่มีระบบระบายอากาศช่วยให้ลูกกลืนลมระหว่างดูดนมน้อยลง คุณแม่หลายคนเลือก Mama’s Choice Anti Colic Baby Bottle เพราะทรงโค้งจับถนัดมือเวลาป้อนนม มีวาล์วระบายอากาศ ผลิตจากซิลิโคนที่ไม่มี BPA ใช้ร่วมกับการจับเรอและท่าป้อนนมที่เหมาะสมในข้อถัดไป

3. จับลูกเรอบ่อย ๆ ระหว่างให้นม และอุ้มให้ลำตัวลูกค่อนข้างตั้งขณะป้อนนม เพื่อไม่ให้กลืนอากาศเข้าไปมาก

4. เปลี่ยนท่าให้ลูก ถ้าร้องตอนนอนราบ ลองอุ้มขึ้นมา ถ้าร้องตอนอุ้มหันหน้าเข้าหา ลองอุ้มหันหน้าออก หรืออุ้มเดินและโยกเบา ๆ

5. ชวนลูกเปลี่ยนความสนใจ ร้องเพลง พูดคุย หรือให้ลูกได้มองและจับของที่มีรูปทรง สี และขนาดต่างกัน

6. จัดบรรยากาศให้สงบ ลดแสงและเสียงที่กระตุ้นมากเกินไป ลองเปิดไวท์นอยส์ (white noise) ซึ่งเป็นเสียงสม่ำเสมอ เช่น เสียงฝน เสียงพัดลม หรือเสียงธรรมชาติ ช่วยกลบเสียงอื่นรอบตัว เด็กหลายคนสงบลงได้ เปิดเสียงเบา ๆ และวางเครื่องให้ห่างจากตัวลูก

7. ถ้าให้นมแม่ ลองปรึกษาแพทย์เรื่องอาหารของคุณแม่ ในบางกรณีลูกอาจไวต่อโปรตีนนมวัวหรืออาหารบางชนิดที่ผ่านทางน้ำนม แพทย์อาจแนะนำให้คุณแม่งดนมวัวหรืออาหารบางอย่างชั่วคราว ไม่ควรงดอาหารหลายกลุ่มเองโดยไม่มีคำแนะนำ เพราะคุณแม่อาจได้สารอาหารไม่พอ

8. ระวังเรื่องยา ยาขับลมอย่างไซเมทิโคน (Simethicone) หรือกริ๊ปวอเตอร์ (gripe water) มีคนใช้กันมาก แต่หลักฐานว่าช่วยโคลิคได้ยังไม่ชัดเจน กริ๊ปวอเตอร์บางยี่ห้อมีน้ำตาลหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งไม่เหมาะกับทารก ส่วนยาที่ลดการบีบตัวของลำไส้อาจทำให้ง่วงซึมหรือกดการหายใจ จึงไม่ควรใช้ ก่อนให้ยาใด ๆ กับลูก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

9. อาบน้ำอุ่นและนวดเบา ๆ เหมาะกับลูกที่อายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป ช่วยให้ลูกผ่อนคลาย และอาจช่วยไล่ลมในท้องได้ นวดได้ทุกวันในช่วงที่ลูกอารมณ์ดี ไม่ใช่หลังกินนมอิ่มใหม่ ๆ ท่าที่ลองได้มีดังนี้

  • ท่าวนก้นหอย วางนิ้วที่สะดือแล้ววนเป็นก้นหอยตามเข็มนาฬิกาออกไปรอบ ๆ ท้อง ไออุ่นจากมือช่วยให้ลูกรู้สึกสงบ

  • ท่าเท้าแตะจมูก ให้ลูกนอนหงาย งอเข่าเล็กน้อย จับฝ่าเท้าทั้งสองข้างประกบกัน แล้วค่อย ๆ ยกขึ้นไปทางจมูกเท่าที่ลูกสบาย ไม่ต้องฝืนให้แตะ

  • ท่าบิดโยก ให้ลูกนอนหงาย ลำตัวท่อนบนราบกับพื้น ขาเหยียดหรืองอเล็กน้อย จับปลายเท้าแล้วโยกเบา ๆ จากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง

  • ท่างอและยืดขา ให้ลูกนอนราบ เหยียดขา แล้วค่อย ๆ ดันเท้าให้เข่างอเข้าหาท้อง จากนั้นเหยียดกลับ ท่านี้ช่วยไล่ลมได้เช่นกัน

  • ท่านิ้วโป้งวน ให้ลูกอยู่ในท่าที่สบาย ใช้นิ้วโป้งวนเบา ๆ ที่ฝ่าเท้าหรือฝ่ามือ ช่วยให้ลูกผ่อนคลาย

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามเขย่าตัวทารกเด็ดขาด การเขย่าแรง ๆ แม้เพียงไม่กี่วินาทีอาจทำให้สมองของทารกบาดเจ็บรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ถ้ารู้สึกว่าจะควบคุมอารมณ์ไม่ไหว ให้วางลูกลงในเตียงที่ปลอดภัยแล้วออกไปสงบใจสักครู่ หรือขอให้คนอื่นช่วยดูแลแทน หากรู้สึกเครียดจนรับมือไม่ไหว ให้ปรึกษาแพทย์โดยเร็ว และถ้ามีคนอื่นช่วยดูแลลูก ควรบอกเขาเรื่องนี้ไว้ด้วย

อาการแบบไหนควรพาลูกไปหาหมอ

โคลิคไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าลูกมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์

  • ร้องไห้หนักมาก นาน เสียงแหลม และกระสับกระส่ายผิดจากที่เคยเป็น

  • มีอาการอื่นร่วม เช่น มีไข้ ตัวร้อน หรืออาเจียนเป็นสีเขียว

  • ไม่ยอมกินนม

  • อุจจาระผิดปกติ เช่น มีสีแดงคล้ำคล้ายแยม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะลำไส้กลืนกัน

  • อุ้มแล้วตัวอ่อนปวกเปียก

  • กระหม่อมบุ๋ม

  • ชัก

  • หายใจผิดปกติ

  • ตัวเขียวหรือซีด

การดูแลลูกที่เป็นโคลิคเหนื่อยกว่าที่หลายคนคิด ขอให้คุณพ่อคุณแม่รู้ไว้ว่าโคลิคไม่ใช่ความผิดของใคร ลองทีละวิธีอย่างใจเย็น ผลัดกันพักเมื่อทำได้ และส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นเองเมื่อลูกอายุราว 3–4 เดือน Mama’s Choice ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนนะคะ

อ้างอิง 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

13 ขั้นตอนอาบน้ำลูกแรกเกิด สำหรับคุณแม่มือใหม่

6 เคล็ดลับดูแลน้ำหนักหลังคลอดแบบไม่ต้องออกกำลังกาย

7 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องการดูแลตัวเองหลังคลอด

จับลูกเรออย่างไรให้ถูกวิธี

แชร์บทความนี้

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่หรือลูก ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลได้เสมอ

อ่านต่อ