เตรียมตัวผ่าคลอด คู่มือสำหรับคุณแม่มือใหม่
ผ่าคลอดต้องเตรียมตัวอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง ในห้องผ่าตัดมีขั้นตอนอะไร และดูแลแผลกับร่างกายหลังผ่าคลอดอย่างไร สรุปให้คุณแม่มือใหม่อ่านก่อนคุยกับคุณหมอ

ใกล้วันคลอดเข้ามาทุกที คำถามเรื่อง "ผ่าคลอด" ก็มักผุดขึ้นมาไม่หยุด ต้องเตรียมตัวอะไร ในห้องผ่าตัดเป็นอย่างไร แล้วหลังผ่าจะฟื้นตัวนานแค่ไหน
เหตุผลที่คุณแม่ผ่าคลอดมีหลายแบบ บางคนผ่าเพราะมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่สูตินรีแพทย์แนะนำ บางคนเลือกเองด้วยเหตุผลส่วนตัว ไม่ว่าทางไหน การรู้ล่วงหน้าว่าจะเจออะไรช่วยให้ใจสงบขึ้นมาก
องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานในปี 2021 ว่าการผ่าคลอดคิดเป็นราว 1 ใน 5 ของการคลอดทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1 ใน 3 ภายในปี 2030 (องค์การอนามัยโลก (WHO)) โรงพยาบาลหลายแห่งในไทยก็รณรงค์ให้ลดการผ่าคลอดที่ไม่จำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ WHO เพราะแม้การผ่าคลอดในปัจจุบันจะทำกันอย่างแพร่หลายและมีมาตรฐาน แต่ก็เป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความเสี่ยงทั้งต่อคุณแม่และลูก การตัดสินใจสุดท้ายจึงควรเกิดจากการพูดคุยระหว่างคุณแม่กับคุณหมอที่ดูแลครรภ์ ซึ่งจะช่วยวางแผนตั้งแต่ช่วงฝากครรภ์ไปจนถึงการดูแลตัวเองหลังผ่าคลอด บทความนี้ Mama’s Choice รวบรวมเรื่องการผ่าคลอดไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าห้องผ่าตัดจนถึงช่วงพักฟื้น เพื่อให้คุณแม่มีคำถามพร้อมไปคุยกับคุณหมอ และเลือกทางที่เหมาะกับตัวเองและลูกได้อย่างมั่นใจขึ้นนะคะ
ผ่าคลอดคืออะไร
การผ่าคลอด (Caesarean Section หรือ C-Section) คือการคลอดลูกผ่านแผลผ่าตัดที่หน้าท้องและมดลูก แทนการคลอดทางช่องคลอด อาจเป็นการผ่าที่วางแผนไว้ล่วงหน้า หรือเป็นการผ่าฉุกเฉินระหว่างรอคลอดเมื่อมีเหตุจำเป็น การผ่าคลอดส่วนใหญ่ใช้วิธีบล็อกหลัง (ฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง) ให้ร่างกายช่วงล่างไม่รู้สึกเจ็บ แต่คุณแม่ยังรู้สึกตัวตลอด และมักได้เห็นหน้าลูกทันทีที่คลอด บางกรณีคุณหมออาจต้องให้ยาสลบ เช่น เมื่อต้องผ่าอย่างเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูก หรือเมื่อบล็อกหลังไม่ได้

เหตุผลที่คุณแม่ผ่าคลอด แบ่งได้คร่าว ๆ ดังนี้
-
อยากคลอดตามฤกษ์ หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับฤกษ์คลอด และเลือกวันผ่าเมื่อรู้กำหนดคลอดคร่าว ๆ ข้อควรรู้คือ แนวทางทางการแพทย์ทั่วไปแนะนำว่าการผ่าคลอดที่ไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ไม่ควรทำก่อนอายุครรภ์ 39 สัปดาห์ เพราะลูกที่คลอดก่อนหน้านั้นมีโอกาสมีปัญหาการหายใจมากกว่า ควรเลือกฤกษ์ในช่วงที่คุณหมอเห็นว่าเหมาะ
-
กังวลเรื่องการคลอดธรรมชาติ ความกลัวการคลอดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ คุณแม่ที่รู้สึกแบบนี้ควรเล่าให้คุณหมอฟังตรง ๆ คุณหมอจะช่วยอธิบายทางเลือก เช่น การใช้ยาระงับปวดระหว่างคลอด และช่วยตัดสินใจร่วมกัน
-
มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น รกเกาะต่ำ ครรภ์เป็นพิษบางกรณี หรือการติดเชื้อบางชนิดที่อาจส่งผ่านทางช่องคลอด
-
ศีรษะลูกกับช่องเชิงกรานไม่ได้สัดส่วนกัน เช่น เชิงกรานแคบหรือลูกตัวใหญ่มาก จนคลอดทางช่องคลอดได้ยาก
-
ลูกมีภาวะที่ต้องรีบคลอด เช่น หัวใจเต้นผิดปกติหรือมีสัญญาณขาดออกซิเจนระหว่างรอคลอด กรณีนี้คุณหมออาจตัดสินใจผ่าคลอดอย่างเร่งด่วน
-
ลูกอยู่ในท่าที่คลอดทางช่องคลอดได้ยาก เช่น ไม่กลับหัว (ท่าก้น) หรืออยู่ในท่าขวางเมื่อครบกำหนดคลอด
-
ตั้งครรภ์แฝด บางกรณีคุณหมออาจแนะนำให้ผ่าคลอด ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกและท่าของลูกแต่ละคน แฝดสองบางคู่ก็คลอดทางช่องคลอดได้
ปัจจุบันการผ่าคลอดเป็นการผ่าตัดที่ทำกันเป็นประจำ ใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน แต่ก็ยังเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีความเสี่ยง มาดูข้อดีและข้อเสียกันก่อนตัดสินใจ

ข้อดีและข้อเสียของการผ่าคลอด
ก่อนเลือกวิธีคลอด ลองดูข้อดี ข้อเสีย และความต่างระหว่างการคลอดธรรมชาติกับการผ่าคลอด แล้วนำไปคุยกับคุณหมอที่ฝากครรภ์ เพราะสิ่งที่เหมาะกับแต่ละคนขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณแม่และลูกด้วย
ข้อดีของการผ่าคลอด
-
กำหนดวันได้ สำหรับการผ่าที่วางแผนไว้ คุณแม่รู้วันคลอดล่วงหน้า ครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับฤกษ์ก็เลือกวันได้ ภายใต้คำแนะนำของคุณหมอ
-
ใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน การผ่าตัดส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอให้เจ็บครรภ์หรือปากมดลูกเปิด ส่วนการคลอดธรรมชาติอาจใช้เวลารอคลอดหลายชั่วโมง โดยเฉพาะท้องแรก
-
ไม่เจ็บขณะผ่าตัด ยาชาจากการบล็อกหลังหรือยาสลบทำให้ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างผ่า แม้คุณแม่บางคนจะรู้สึกถึงแรงดึงหรือแรงกดอยู่บ้าง แต่หลังผ่าตัดจะเจ็บแผลอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งคุณหมอจะให้ยาแก้ปวด ส่วนการคลอดธรรมชาติก็มีทางเลือกในการระงับปวดเช่นกัน เช่น การบล็อกหลังระหว่างรอคลอด
-
มีเวลาเตรียมตัว เมื่อรู้วันผ่าตัด คุณแม่และครอบครัวจัดการเรื่องงาน บ้าน และของใช้ไปโรงพยาบาลได้ล่วงหน้า
ข้อเสียของการผ่าคลอด
-
ฟื้นตัวนานกว่า การผ่าคลอดเป็นการผ่าตัดผ่านผนังหน้าท้องหลายชั้น คุณแม่มักต้องอยู่โรงพยาบาลนานกว่าและใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าการคลอดธรรมชาติ
-
อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น ติดเชื้อที่แผลหรือในมดลูก เสียเลือดมาก ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ การบาดเจ็บของอวัยวะใกล้เคียงอย่างกระเพาะปัสสาวะ หรือผลข้างเคียงจากยาระงับความรู้สึก ภาวะรุนแรงพบได้ไม่บ่อย แต่คุณแม่ควรรู้ไว้และถามคุณหมอได้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงแค่ไหน
-
มีผลต่อการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป แผลผ่าตัดที่มดลูกอาจเพิ่มความเสี่ยงบางอย่างในครรภ์ต่อไป เช่น ปัญหาการเกาะของรก หรือมดลูกแตกบริเวณแผลเดิม ซึ่งพบได้น้อย คุณหมอจะช่วยวางแผนในครรภ์ถัดไป
-
อาจเริ่มให้นมช้ากว่าเล็กน้อย ถ้าบล็อกหลัง คุณแม่หลายคนได้กอดลูกแนบอกและเริ่มให้นมได้ตั้งแต่ในห้องพักฟื้น แต่ถ้าดมยาสลบหรือคุณแม่และลูกต้องได้รับการดูแลเพิ่ม อาจต้องรอสักพัก คุณแม่บางคนอาจพบว่าน้ำนมมาช้ากว่าเล็กน้อย การให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ และขอความช่วยเหลือจากพยาบาลช่วยได้
-
ลูกอาจมีความเสี่ยงบางอย่าง ลูกที่ผ่าคลอดตามนัดก่อนครบกำหนด มีโอกาสหายใจเร็วผิดปกติหรือมีปัญหาการหายใจชั่วคราวหลังคลอดมากกว่า นอกจากนี้ งานวิจัยเชิงสังเกตบางชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการผ่าคลอดกับโรคภูมิแพ้ หอบหืด หรือภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก ซึ่งอาจเกี่ยวกับการที่ลูกไม่ได้สัมผัสเชื้อจุลินทรีย์จากช่องคลอดตอนคลอด แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าการผ่าคลอดเป็นสาเหตุโดยตรง
5 สิ่งที่ควรเตรียมก่อนผ่าคลอด
เมื่อใกล้ถึงวันที่จะได้พบลูก การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยให้คุณแม่สบายใจขึ้น ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรรู้ก่อนวันผ่าตัด

1. งดน้ำและอาหารตามที่โรงพยาบาลกำหนด
การงดน้ำงดอาหารก่อนผ่าตัดช่วยลดความเสี่ยงที่อาหารหรือน้ำย่อยจะไหลย้อนเข้าปอดระหว่างผ่าตัด โดยทั่วไปมักให้งดอาหารประมาณ 6–8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลอนุญาตให้ดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มใสได้จนถึงก่อนผ่าตัดไม่กี่ชั่วโมง ระยะเวลาที่แน่นอนให้ทำตามที่คุณหมอและโรงพยาบาลแจ้ง
2. อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย
ก่อนเข้าห้องผ่าตัด คุณแม่จะได้รับคำแนะนำให้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย บางโรงพยาบาลให้ใช้สบู่ฆ่าเชื้อที่เตรียมไว้ เพื่อลดเชื้อแบคทีเรียบนผิว จากนั้นในห้องผ่าตัด ทีมแพทย์จะทาน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณที่จะผ่าอีกครั้ง
3. ไม่ต้องโกนขนบริเวณจุดซ่อนเร้นเอง
การโกนขนเองอาจทำให้ผิวมีรอยถลอกเล็ก ๆ และเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อที่แผลผ่าตัด คุณแม่จึงไม่ต้องโกนเองก่อนมาโรงพยาบาล ถ้าจำเป็นต้องเอาขนออก ทีมแพทย์หรือพยาบาลจะใช้ที่ตัดขนให้ในวันผ่าตัด
4. คุยกับคุณหมอเรื่องขั้นตอนการผ่าตัดและการปิดแผล
ข้อนี้สำคัญมาก ลองถามคุณหมอให้ชัดว่าจะผ่าแนวไหน ใช้วิธีระงับความรู้สึกแบบใด ปิดแผลด้วยวิธีอะไร และคุณพ่อเข้าห้องผ่าตัดได้หรือไม่ เพื่อให้คุณแม่เข้าใจตรงกันกับคุณหมอก่อนเซ็นเอกสารยินยอม
5. ถามเรื่องการดูแลตัวเองหลังผ่าคลอดไว้ล่วงหน้า
ช่วงหลังผ่าตัด นอกจากดูแลลูกแล้ว คุณแม่ต้องดูแลร่างกายตัวเองด้วย ลองถามคุณหมอไว้ก่อน เช่น ควรเริ่มลุกเดินเมื่อไร ดูแลแผลอย่างไร กินอะไรได้บ้าง และอาการแบบไหนที่ควรกลับมาโรงพยาบาล
ในห้องผ่าตัดมีขั้นตอนอะไรบ้าง
การผ่าคลอดแบ่งได้เป็น 9 ขั้นตอนหลัก รายละเอียดอาจต่างกันไปตามโรงพยาบาลและสถานการณ์ หลายโรงพยาบาลอนุญาตให้คุณพ่อเข้าไปให้กำลังใจในห้องผ่าตัดได้ถ้าคุณหมออนุญาต แต่ต้องทำตามคำแนะนำของทีมแพทย์อย่างเคร่งครัด มาดูกันว่าเมื่อเข้าห้องผ่าตัดแล้ว คุณแม่จะเจออะไรบ้าง

1. ระงับความรู้สึก
เมื่อเข้าห้องผ่าตัด ทีมวิสัญญีจะบล็อกหลังให้ร่างกายช่วงล่างชา คุณแม่ยังรู้สึกตัวและพูดคุยได้ บางกรณีอาจต้องให้ยาสลบแทน ขั้นตอนเตรียมตัวนี้รวมการวัดสัญญาณชีพและใส่สายสวนปัสสาวะ อาจใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที
2. เตรียมผิวและกรีดแผล
เมื่อยาชาออกฤทธิ์ ทีมแพทย์จะทำความสะอาดผิวหน้าท้อง และคลุมด้วยผ้าปลอดเชื้อ แล้วจึงกรีดผิวบริเวณท้องน้อย แนวแผลมีสองแบบคือแนวขวางและแนวตั้ง ปัจจุบันส่วนใหญ่ผ่าแนวขวางเหนือหัวหน่าว เพราะมักเจ็บน้อยกว่าและแผลหายดี ส่วนแนวตั้งอาจใช้ในบางกรณี เช่น การผ่าฉุกเฉินบางแบบ หรือเมื่อมีเหตุผลทางการแพทย์อื่น
3. ผ่านผนังหน้าท้องทีละชั้น
คุณหมอจะผ่านผนังหน้าท้องลงไปทีละชั้นจนถึงมดลูก พร้อมคอยห้ามเลือดไปด้วย ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกถึงแรงกดหรือแรงดึง แต่ไม่ควรรู้สึกเจ็บ ถ้ารู้สึกเจ็บ บอกทีมวิสัญญีได้ทันที
4. เปิดมดลูกและดูดน้ำคร่ำ
คุณหมอจะกรีดเปิดมดลูก แล้วดูดน้ำคร่ำออก เพื่อให้มองเห็นและนำตัวลูกออกมาได้สะดวก
5. ทำคลอดศีรษะ
คุณหมอจะค่อย ๆ นำศีรษะของลูกออกมาก่อน หากจำเป็น ทีมแพทย์อาจดูดของเหลวออกจากปากและจมูกของลูก
6. ทำคลอดไหล่และลำตัว
จากนั้นคุณหมอจะนำไหล่และลำตัวของลูกออกมาตามลำดับ ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกว่ามีแรงกดที่ท้องส่วนบน
7. ช่วงเวลาที่รอคอย
ลูกได้ออกมาพบโลกแล้ว ทีมแพทย์จะหนีบและตัดสายสะดือ เช็ดตัว ตรวจร่างกายเบื้องต้น ชั่งน้ำหนัก และวัดความยาวตัว หลายโรงพยาบาลจะพาลูกมาให้คุณแม่เห็นหน้า หรือให้กอดแนบอกในห้องผ่าตัดถ้าคุณแม่และลูกพร้อม ถ้าอยากทำแบบนี้ ลองบอกคุณหมอไว้ล่วงหน้า
8. ทำคลอดรก
คุณหมอจะนำรกออกจากมดลูก และตรวจว่ารกออกมาครบ
9. เย็บปิดแผล
คุณหมอจะเย็บซ่อมมดลูกและปิดแผลผนังหน้าท้องทีละชั้นจนถึงผิวชั้นนอก เป็นอันเสร็จการผ่าตัด จากนั้นคุณแม่จะไปพักที่ห้องพักฟื้นเพื่อให้ทีมพยาบาลดูอาการ และหลายคนได้เริ่มให้นมลูกตั้งแต่ช่วงนี้
ดูแลตัวเองหลังผ่าคลอดอย่างไร
การผ่าคลอดเป็นการผ่าตัดใหญ่ หลังผ่าตัดคุณแม่จึงควรรู้วิธีดูแลตัวเองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดี ระหว่างอยู่โรงพยาบาลให้ทำตามคำแนะนำของคุณหมอและพยาบาล และเมื่อกลับบ้านแล้ว ข้อต่อไปนี้จะช่วยได้

1. พักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
คุณแม่ผ่าคลอดส่วนใหญ่อยู่โรงพยาบาลประมาณ 2–4 วัน แต่ร่างกายต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์ เมื่อกลับบ้าน ลูกจะตื่นมากินนมบ่อย ลองนอนตอนที่ลูกหลับ และขอให้คนในบ้านช่วยงานบ้านหรือช่วยดูลูกบ้างนะคะ
2. ขยับร่างกายอย่างพอดี
แผลผ่าตัดทำให้เจ็บเวลาลุก เดิน หรือนั่ง แต่การค่อย ๆ ลุกเดินตั้งแต่เนิ่น ๆ ตามที่คุณหมอแนะนำ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและลดความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน ช่วงหลายสัปดาห์แรกควรเลี่ยงการยกของที่หนักกว่าลูก การออกกำลังกายหนัก และการขับรถ จนกว่าคุณหมอจะบอกว่าทำได้ ขึ้นลงบันไดได้แต่ให้ค่อย ๆ ไป เวลาไอหรือจามให้เอามือหรือหมอนกดแผลเบา ๆ ไว้
3. ดูแลแผลผ่าตัดและจัดการความเจ็บปวด
ถามคุณหมอให้ชัดว่าต้องดูแลแผลอย่างไร อาบน้ำได้เมื่อไร และต้องเปลี่ยนผ้าปิดแผลหรือไม่ ผิวด้านนอกมักติดกันภายใน 1–2 สัปดาห์ แต่ร่างกายต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นกว่าจะฟื้นตัวดี ความเจ็บแผลจะค่อย ๆ ลดลง คุณหมอจะจ่ายยาแก้ปวดที่ใช้ระหว่างให้นมได้ ควรกินตามที่สั่ง และไม่ควรซื้อยาเพิ่มเองโดยไม่ปรึกษา
ควรกลับไปพบแพทย์เร็วกว่านัดถ้ามีอาการเหล่านี้ มีไข้ แผลบวมแดง ร้อน มีหนองหรือน้ำซึม เจ็บแผลมากขึ้น เลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ ปวดหรือบวมที่น่องข้างเดียว หรือหายใจลำบาก
4. กินอาหารให้ครบหมู่
ไม่ว่าคลอดแบบไหน อาหารที่ครบหมู่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว คุณแม่ควรได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ หรือถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้ และข้าวหรือธัญพืช ดื่มน้ำให้เพียงพอ และกินอาหารที่มีใยอาหารเพื่อช่วยเรื่องท้องผูก ซึ่งพบบ่อยหลังผ่าตัด ควรเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ส่วนอาหารอื่น ๆ ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถามคุณหมอ ถ้าคุณแม่ตั้งใจให้นมลูก การให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงแรกเป็นสิ่งสำคัญ อ่านเรื่องการดูแลตัวเองช่วงให้นมลูกเพิ่มเติมได้ ถ้าเจอปัญหาการให้นม ลองขอคำแนะนำจากพยาบาลหรือคลินิกนมแม่ของโรงพยาบาล

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่รวบรวมไว้ให้คุณแม่ใช้ประกอบการคุยกับคุณหมอ และเตรียมตัวสำหรับการผ่าคลอด ไม่ว่าคุณแม่จะคลอดด้วยวิธีไหน สิ่งที่สำคัญคือคุณแม่และลูกปลอดภัยและได้รับการดูแลที่เหมาะกับตัวเอง Mama’s Choice ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนนะคะ
อ้างอิง
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
6 วิธีดูแลหน้าท้องหลังผ่าคลอด ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน
7 อาการปวดหลังคลอดที่พบบ่อย และวิธีดูแลตัวเอง ทุกเรื่องที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้เกี่ยวกับการฝากครรภ์
คลอดธรรมชาติเป็นอย่างไร เจ็บมากไหม ตอบทุกข้อสงสัยของคุณแม่มือใหม่
แชร์บทความนี้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่หรือลูก ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลได้เสมอ