ไฮโดรควิโนนคืออะไร ทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรเลี่ยง
ไฮโดรควิโนนคือสารลดเม็ดสีที่ประเทศไทยห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรเลี่ยง พร้อมรู้จัก 9 ส่วนผสมที่มักพบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหมองคล้ำ และข้อควรรู้ก่อนเลือกใช้

ฝ้า กระ จุดด่างดำ และผิวหน้าหมองคล้ำ เป็นเรื่องผิวที่ผู้หญิงหลายคนกังวล สาเหตุมีได้หลายอย่าง ทั้งรอยดำหลังสิว แสงแดด และฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปตอนตั้งครรภ์
ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่าช่วยเรื่องผิวหมองคล้ำมีทั้งครีม โลชั่น เจล และเซรั่ม บางชนิดที่ขายกันนอกระบบมีส่วนผสมของ "ไฮโดรควิโนน" (Hydroquinone) ซึ่งเป็นสารที่คุณแม่ควรรู้จักไว้
ไฮโดรควิโนนคืออะไร อันตรายแค่ไหน และทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรเลี่ยง บทความนี้สรุปไว้ให้แล้ว
ไฮโดรควิโนนคืออะไร
ไฮโดรควิโนนเป็นสารเคมีที่ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในผิว ในทางการแพทย์ใช้เป็นยาทาสำหรับภาวะผิวที่มีเม็ดสีมากผิดปกติ เช่น ฝ้า ทำให้บริเวณที่คล้ำดูจางลง
ข้อมูลจาก American Osteopathic College of Dermatology (AOCD) อธิบายว่าการใช้ไฮโดรควิโนนต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าจะเห็นผล และต้องใช้ร่วมกับครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าผิวโดนแดดโดยไม่ได้ปกป้อง รอยคล้ำอาจกลับมาหรือเข้มขึ้นกว่าเดิม
ในหลายประเทศ ไฮโดรควิโนนสำหรับรักษาฝ้าจัดเป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ใช่เครื่องสำอางที่หาซื้อมาใช้เองได้

ไฮโดรควิโนนอันตรายจริงไหม
ในประเทศไทย ไฮโดรควิโนนเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง ยกเว้นบางกรณีที่ประกาศกำหนดไว้ เช่น ผลิตภัณฑ์ย้อมผมหรือระบบเล็บเทียม ส่วนการใช้เพื่อรักษาฝ้าต้องเป็นยาที่แพทย์สั่งเท่านั้น
แม้จะห้ามใช้แล้ว ก็ยังพบครีมที่ลักลอบใส่ไฮโดรควิโนนขายอยู่ โดยเฉพาะทางออนไลน์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักโฆษณาว่าเห็นผลเร็ว และไม่มีข้อมูลส่วนผสมที่ตรวจสอบได้ ผู้หญิงหลายคนใช้แล้วผิวหน้าแย่ลงกว่าเดิม
ผลข้างเคียงที่พบได้จากการใช้ไฮโดรควิโนน เช่น ผิวระคายเคือง แดง แห้ง ลอก หรือแพ้ สำหรับคนที่ใช้ความเข้มข้นสูงหรือใช้ต่อเนื่องนาน ๆ บางรายอาจเกิดภาวะผิวคล้ำเป็นสีน้ำเงินอมเทา (exogenous ochronosis) ซึ่งแก้ไขได้ยาก ผิวช่วงตั้งครรภ์มักไวกว่าปกติ คุณแม่จึงอาจระคายเคืองได้ง่ายขึ้น
สำหรับการใช้ระหว่างตั้งครรภ์ ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่ายังไม่มีการศึกษาที่เพียงพอถึงผลต่อทารกในครรภ์ และร่างกายดูดซึมไฮโดรควิโนนผ่านผิวหนังได้ค่อนข้างมาก จึงมักแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์หลีกเลี่ยง ถ้ากังวลเรื่องฝ้าหรือรอยคล้ำ ปรึกษาสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ผิวหนังก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ นะคะ

ส่วนผสมที่มักพบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหมองคล้ำ
ถ้าไม่ใช้ไฮโดรควิโนน ยังมีส่วนผสมอื่นที่พบได้บ่อยในเครื่องสำอางสำหรับผิวหมองคล้ำ หลายชนิดได้มาจากพืช แต่ "มาจากธรรมชาติ" ไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกคนเสมอไป ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น สูตร และสภาพผิวของแต่ละคน งานวิจัยส่วนใหญ่ที่อ้างถึงทำในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่ในคุณแม่ตั้งครรภ์
1. สารสกัดจากข้าว (Rice Extract)
ข้าวเป็นส่วนผสมที่ผู้หญิงเอเชียใช้ดูแลผิวกันมานาน สารสกัดจากข้าวมีวิตามินอีและแกมมาโอรีซานอล (Gamma Oryzanol) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ในเครื่องสำอางนิยมใช้เพื่อเติมความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวดูสดใส
2. สารสกัดจากชะเอม (Licorice Extract)
ชะเอมเป็นสมุนไพรที่ใช้กันมาในการแพทย์แผนจีน สารสกัดจากรากชะเอมมีกลาบริดิน (Glabridin) ซึ่งมีการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่ายับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีได้ ในเครื่องสำอางจึงมักใช้ในสูตรที่ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสและสีผิวดูสม่ำเสมอ
3. สารสกัดจากใบหม่อน (Morus Alba Extract)
ใบหม่อนมีกรดแกลลิก (Gallic acid) และเควอซิทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากหม่อนยับยั้งการทำงานของไทโรซิเนสได้ จึงพบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหมองคล้ำหลายชนิด

4. ว่านหางจระเข้ (Aloe Vera)
ว่านหางจระเข้เป็นพืชที่คนไทยคุ้นเคย เจลจากใบมีน้ำเป็นส่วนใหญ่และมีสารอื่น ๆ เช่น ไกลโคโปรตีนและวิตามินซี ในเครื่องสำอางนิยมใช้เพื่อเติมความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวรู้สึกเย็นสบาย โดยเฉพาะหลังออกแดด
5. สารสกัดจากโสม (Ginseng Extract)
โสมใช้กันในการแพทย์แผนโบราณมาเป็นเวลานาน สารสกัดจากโสมมีจินเซนโนไซด์ (Ginsenoside) และกรดพี-คูมาริก (P-coumaric acid) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีงานวิจัยในห้องปฏิบัติการที่ศึกษาผลต่อการสร้างเม็ดสี แต่ข้อมูลในคนยังมีจำกัด
6. สารสกัดจากแบร์เบอร์รี่ (Bearberry Extract)
ใบแบร์เบอร์รี่มีอาร์บูติน (Arbutin) ตามธรรมชาติ ส่วนอัลฟาอาร์บูติน (Alpha Arbutin) ที่พบในเครื่องสำอางทั่วไปเป็นรูปแบบที่ผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการ ทั้งสองชนิดยับยั้งไทโรซิเนสและนิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีจุดด่างดำ ข้อควรรู้คืออาร์บูตินมีโครงสร้างใกล้เคียงไฮโดรควิโนน คุณแม่ตั้งครรภ์ที่สนใจผลิตภัณฑ์ที่มีอาร์บูตินจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน
7. กรดโคจิก (Kojic Acid)
กรดโคจิกได้มาจากกระบวนการหมักด้วยเชื้อรา เช่น ในการทำสาเกและซีอิ๊วของญี่ปุ่น กรดโคจิกยับยั้งไทโรซิเนสและพบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหมองคล้ำหลายชนิด แต่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้ในบางคน ควรทดสอบกับผิวบริเวณเล็ก ๆ ก่อนใช้

8. วิตามินซีจากผลไม้ตระกูลส้ม (Citrus Extract)
วิตามินซีพบมากในส้มและมะนาว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่นิยมใช้ในเซรั่มและครีมบำรุงผิว เพราะช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสและสีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น วิตามินซีบางรูปแบบไม่คงตัวเมื่อโดนแสงและอากาศ จึงควรเก็บผลิตภัณฑ์ให้พ้นแสงแดด
9. สารสกัดจากฟักข้าว (Gac Extract)
ฟักข้าวมีไลโคปีน (Lycopene) และลูทีน (Lutein) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ในเครื่องสำอางมักใช้ร่วมกับส่วนผสมอื่นเพื่อบำรุงผิว แต่สารสกัดจากพืชไม่สามารถใช้แทนครีมกันแดดได้ การปกป้องผิวจากแดดยังต้องอาศัยครีมกันแดดและการหลบแดด

ดูแลผิวหมองคล้ำช่วงตั้งครรภ์ เริ่มจากตรงไหนดี
ส่วนผสมข้างต้นพบได้ในเครื่องสำอางทั่วไป แต่ละชนิดมีข้อมูลรองรับมากน้อยต่างกัน และผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดสำหรับฝ้าและรอยคล้ำช่วงตั้งครรภ์คือการปกป้องผิวจากแดดทุกวัน ส่วนการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระหว่างตั้งครรภ์และให้นม ควรอ่านส่วนผสมบนฉลากและตรวจเลขจดแจ้งกับ อย. ทุกครั้ง
ขั้นตอนที่ง่ายที่สุดและทำได้ทุกวันคือการล้างหน้า Mama’s Choice Gentle Face Wash เป็นเจลล้างหน้าสูตรสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นม มีส่วนผสมของสารสกัดจากข้าว คอลลาเจนไฮโดรไลซ์ (Hydrolyzed Collagen) และไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ไม่มีซัลเฟตและน้ำหอมในสูตร ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างอ่อนโยน ล้างแล้วผิวไม่แห้งตึง จากแบบสำรวจความพึงพอใจผู้บริโภค 2022 (n=128) คุณแม่ 96% รู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นและนุ่มขึ้น และ 83% รู้สึกว่าผิวดูสดใสขึ้นหลังล้างหน้า ผ่านการทดสอบการระคายเคืองและการแพ้แบบ HRIPT ในอาสาสมัคร 49 คน (SKINPROOF จาการ์ตา ธันวาคม 2020) จดแจ้งกับ อย. เลขที่ 10-2-6900003097
อ้างอิง
บทความที่น่าสนใจอื่น ๆ
เลือกโฟมล้างหน้าช่วงตั้งครรภ์อย่างไร
ทำไมผิวเปลี่ยนตอนท้อง และควรดูแลผิวอย่างไร
เลือกครีมบำรุงผิวหน้าและครีมกันแดดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นม
ฝ้าคนท้อง หรือ Mask of Pregnancy อาการ สาเหตุ และวิธีดูแล
ดูแลผิวหมองคล้ำตอนท้อง เลือกส่วนผสมอย่างไร
คนท้องใช้เซรั่มได้ไหม และควรดูส่วนผสมอะไรบ้าง

แชร์บทความนี้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่หรือลูก ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลได้เสมอ

