ข้ามไปที่เนื้อหา

ซื้อได้ที่ร้านทางการของเราบน Shopee หรือ ณ จุดจำหน่ายทั่วประเทศไทย

Mama's Choice

อาการคนท้องแต่ละสัปดาห์ ตั้งแต่สัปดาห์แรก และวิธีดูแลตัวเอง

อาการคนท้องแรก ๆ และการเปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงตั้งแต่สัปดาห์แรกถึงสัปดาห์ที่ 36 พร้อมวิธีดูแลตัวเอง การเตรียมตัวไปฝากครรภ์ และอาการที่ควรรีบพบแพทย์

เขียนโดย ทีม Mama's Choiceบทความนี้ยังไม่ผ่านการตรวจทานจากบุคลากรทางการแพทย์เผยแพร่ อัปเดต 2 นาที
อาการคนท้องแรก ๆ และอาการแต่ละสัปดาห์ พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

การมีลูกเป็นความฝันของคุณพ่อคุณแม่หลายคู่ กว่าจะได้ยินข่าวดี บางคู่ต้องตรวจสุขภาพ วางแผน และรอคอยกันนานพอสมควร แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ก็มีเรื่องใหม่ ๆ ให้เรียนรู้อีกมาก โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก บทความนี้รวบรวมอาการคนท้องที่พบบ่อยในแต่ละช่วง ตั้งแต่สัปดาห์แรกไปจนใกล้คลอด พร้อมวิธีดูแลตัวเองและเรื่องที่ควรเตรียม เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าจะเจออะไร และเมื่อไหร่ควรปรึกษาคุณหมอ

อายุครรภ์เริ่มนับจากวันไหน

หลายคนเข้าใจว่าอายุครรภ์เริ่มนับจากวันที่ตรวจพบว่าตั้งครรภ์ แต่ที่จริงแล้วคุณหมอจะนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย เพราะเป็นวันที่จำได้ง่ายและใช้คำนวณกำหนดคลอดได้ ส่วนการตกไข่และการปฏิสนธิมักเกิดขึ้นราว 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของอายุครรภ์ คุณแม่จึงยังไม่ได้ตั้งครรภ์จริง ๆ

อาการแรก ๆ ที่อาจบอกว่ามีข่าวดี

อาการคนท้องแรก ๆ สัปดาห์ที่ 1–3

ในช่วง 3 สัปดาห์แรก คุณแม่ส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เพราะฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Human Chorionic Gonadotropin หรือ hCG) ยังมีระดับต่ำ บางคนอาจเริ่มมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือมีเลือดสีน้ำตาลหรือสีชมพูจาง ๆ ออกมาเล็กน้อย 1–2 วันในช่วงที่ตัวอ่อนฝังตัว บางคนมีตกขาวใส ๆ หรือขุ่นเล็กน้อยไม่มีกลิ่น รู้สึกอ่อนเพลีย อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ไวต่อกลิ่น หรือรู้สึกว่ารสชาติอาหารแปลกไป

ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอดนานหรือมากกว่าที่กล่าวมา หรือตกขาวมีสี มีกลิ่น และคัน ควรไปพบแพทย์

อาการในช่วงนี้ยังน้อยเกินกว่าจะบอกได้ว่าตั้งครรภ์หรือไม่ แต่ถ้าคุณแม่ตั้งใจจะมีลูก ก็เริ่มดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ตอนนี้ เช่น ลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน งดแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ซึ่งมีสารอันตรายที่อาจส่งผลต่อลูกในครรภ์ กินอาหารให้ครบหมู่ เลือกของสดที่ปรุงสุก และเริ่มกินกรดโฟลิก (วิตามินบี 9) ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เพราะกรดโฟลิกมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสมองและไขสันหลังของลูกในช่วงแรกของการตั้งครรภ์

อาการคนท้อง สัปดาห์ที่ 4

พอถึงสัปดาห์ที่ 4 ประจำเดือนน่าจะเลยกำหนดมาแล้ว คุณแม่หลายคนเริ่มสงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์ แต่ประจำเดือนมาช้าได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ลองใช้ที่ตรวจครรภ์ตรวจดูก่อน โดยทำตามวิธีใช้ในฉลากอย่างเคร่งครัด ถ้าผลออกมาไม่ชัดหรือยังไม่แน่ใจ ให้ตรวจซ้ำในอีก 2–3 วัน หรือใช้ที่ตรวจอีกยี่ห้อหนึ่ง เมื่อผลเป็นบวก ก็ถึงเวลาไปพบคุณหมอเพื่อยืนยันผล

การฝากครรภ์ เรื่องแรกที่ควรทำเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์

เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ คุณพ่อคุณแม่อาจอยากฉลองหรือออกไปซื้อของเตรียมไว้ให้ลูก แต่สิ่งแรกที่ควรทำคือไปพบคุณหมอเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ แล้วฝากครรภ์ เพื่อให้คุณหมอตรวจสุขภาพ ประเมินอายุครรภ์ และดูแลได้ทันทีถ้าพบความผิดปกติ

ควรเลือกโรงพยาบาลที่เดินทางสะดวก เช่น ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อให้ไปถึงได้เร็วถ้ามีเหตุไม่คาดคิด อย่างการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ถ้าคุณแม่มีโรคประจำตัวที่ต้องพบแพทย์เป็นประจำ ให้ขอประวัติการรักษาและรายการยาที่ใช้อยู่ไปด้วย หรือจะฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเดิมก็ได้

สิ่งที่ควรเตรียมไปในวันฝากครรภ์

  • บัตรประจำตัวประชาชนของคุณพ่อและคุณแม่

  • ประวัติสุขภาพ เช่น โรคที่เคยเป็น การแพ้ยา การผ่าตัด การฉีดวัคซีน โรคทางพันธุกรรมในครอบครัว และอาการแพ้ท้องที่มี

  • วันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย

นอกจากเอกสาร ลองจดคำถามที่อยากถามคุณหมอไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่ลืม เช่น กำหนดคลอด อาหารที่ควรกินและควรเลี่ยง วิตามินที่ควรกินเพิ่ม ยาที่ควรหลีกเลี่ยง ออกกำลังกายได้ไหมและแบบไหนเหมาะ มีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ และอย่าลืมถามเรื่องสิทธิหรือสวัสดิการที่คุณแม่ใช้ได้ เช่น สิทธิค่าฝากครรภ์ หรือใบรับรองแพทย์สำหรับลางาน

อาการคนท้อง สัปดาห์ที่ 5–9

คุณแม่ส่วนใหญ่เริ่มแพ้ท้องในช่วงนี้ โดยมักเป็นมากในช่วงไตรมาสแรก อาการที่พบบ่อยคือไวต่อกลิ่น อ่อนเพลีย เวียนหัว คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และบางครั้งก็อาเจียน อาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมน hCG ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลทั้งต่อร่างกายและอารมณ์

คุณแม่ท้องหลายคนอยากกินของเปรี้ยวอย่างของดอง แต่ของหมักดอง อาหารรสจัด และเครื่องเทศเยอะ ๆ อาจทำให้จุกเสียดแน่นท้องได้ ถ้าอยากกินเปรี้ยว ลองเลือกผลไม้รสเปรี้ยวหรือยำรสอ่อนแทน

ถ้าไม่อยากอาหาร ไม่ต้องฝืนกินทีละมาก ๆ เพราะจะยิ่งพะอืดพะอม ลองแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ 5–6 มื้อต่อวัน หรือกินทีละน้อยทุก 2–3 ชั่วโมง วางขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์ไว้ข้างเตียง กินก่อนนอนและหลังตื่นนอนก่อนลุกจากเตียง จะช่วยไม่ให้ท้องว่างจนเวียนหัว

ช่วงที่มีอาการแพ้ท้อง การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นเรื่องสำคัญ ลองจิบน้ำบ่อย ๆ ระหว่างวัน และดื่มก่อนหรือหลังอาหารราว 30 นาทีแทนการดื่มพร้อมอาหาร ถ้าอาเจียนมากจนกินหรือดื่มอะไรไม่ได้เลย ปัสสาวะน้อย หรือน้ำหนักลดลง ควรไปพบแพทย์นะคะ

ช่วงแพ้ท้องเป็นช่วงที่ไม่ง่ายสำหรับคุณพ่อเหมือนกัน คุณแม่ไวต่อกลิ่น คุณพ่ออาจต้องงดน้ำหอมหรือกาแฟที่ชอบไปก่อน ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปยังทำให้คุณแม่อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด หรือน้อยใจง่าย ความเข้าใจและกำลังใจจากคุณพ่อจึงสำคัญมาก ลองเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ชวนคุณแม่ไปเดินเล่น หรือหากิจกรรมเบา ๆ ทำด้วยกัน จะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายขึ้น

อาการคนท้อง สัปดาห์ที่ 10–12

คุณแม่หลายคนเริ่มรู้สึกดีขึ้นในช่วงนี้ เพราะอาการแพ้ท้องค่อย ๆ เบาลง แม้บางคนอาจยังเวียนหัวหรือคลื่นไส้อยู่บ้าง การกินมื้อเล็ก ๆ บ่อย ๆ และมีของว่างติดตัวไว้ช่วยไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป พอเข้าสัปดาห์ที่ 11–12 คุณแม่หลายคนจะกลับมามีแรง อารมณ์มั่นคงขึ้น อ่อนเพลียน้อยลง กินอาหารได้มากขึ้น และกลับไปจัดการงานต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม แต่คุณแม่บางคนก็แพ้ท้องนานกว่านี้ ซึ่งพบได้เช่นกัน

ช่วงนี้เป็นจังหวะดีที่จะไปพบทันตแพทย์ คุณแม่ควรตรวจสุขภาพช่องปากอย่างน้อย 1 ครั้งระหว่างตั้งครรภ์ เพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและพฤติกรรมการกินทำให้เหงือกอักเสบและฟันผุได้ง่ายขึ้น แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอและใส่ใจความสะอาดในช่องปากให้มากขึ้น

ผิวพรรณของคุณแม่บางคนอาจดูสดใสขึ้นในช่วงนี้ ผมดูหนาและร่วงน้อยลง เล็บยาวเร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้เกิดกับทุกคน หลังจากนี้น้ำหนักตัวจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนเริ่มรู้สึกว่ากางเกงคับเอว ลองเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่หลวมและใส่สบายขึ้น

เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 12 คุณแม่หลายคนจะปัสสาวะบ่อยน้อยลง เพราะมดลูกขยายขึ้นไปในช่องท้องและกดกระเพาะปัสสาวะน้อยลง (อาการนี้มักกลับมาอีกครั้งในไตรมาสสุดท้าย) ผิวบริเวณหัวนมอาจคล้ำขึ้น หน้าอกใหญ่ขึ้นและรู้สึกตึง บางคนเริ่มเห็นเส้นดำกลางท้องจากสะดือลงไปถึงหัวหน่าว ซึ่งมักจางลงหลังคลอด

หลังสัปดาห์ที่ 12 ความเสี่ยงของการแท้งจะลดลงมาก คุณพ่อคุณแม่หลายคู่จึงเลือกบอกข่าวดีกับคนรอบตัวในช่วงนี้ อารมณ์ของคุณแม่อาจยังอ่อนไหว เห็นรถเข็นเด็กหรือเด็กเล็ก ๆ แล้วน้ำตาซึม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา หาเวลาพักผ่อนและทำสิ่งที่ทำให้สบายใจ ถ้ารู้สึกเศร้าหรือกังวลมากจนกระทบการใช้ชีวิต ลองเล่าให้คุณหมอฟัง

เรื่องอาหารควรระวังมากขึ้น เลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ชีสนิ่มที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ และตับบดหรือพาเต้ เพราะอาจทำให้อาหารเป็นพิษหรือติดเชื้อลิสทีเรีย ซึ่งเป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกในครรภ์ ควรกินอาหารที่มีแคลเซียม ซึ่งสำคัญต่อการสร้างกระดูกและฟัน เช่น นม และอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว ข้าวโอ๊ต และผักใบเขียว กินคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น และกินผักผลไม้หลากหลายชนิดทุกวัน

อาการคนท้อง สัปดาห์ที่ 13–24

เมื่อผ่าน 3 เดือนแรกไปได้ คุณแม่ส่วนใหญ่จะพ้นช่วงแพ้ท้องหนักแล้ว ช่วงนี้อวัยวะต่าง ๆ ของลูกสร้างขึ้นครบและค่อย ๆ พัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ลูกตัวโตขึ้นเร็ว มดลูกขยายสูงขึ้น ท้องจึงเริ่มเห็นชัด แต่ถ้าคุณแม่บางคนรู้สึกว่าท้องยังไม่ค่อยโต ก็ไม่ต้องกังวล ขนาดท้องของแต่ละคนต่างกันได้มาก และไม่ได้บอกว่าลูกแข็งแรงหรือไม่ คุณหมอจะเป็นผู้ประเมินการเติบโตของลูกในวันนัด

บางคนมีอาการคัดจมูกในช่วงนี้ ถ้าอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ แล้วรู้สึกจมูกแห้ง ลองวางภาชนะใส่น้ำไว้ในห้องหรือใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในอากาศ จะช่วยให้หายใจสบายขึ้น

เมื่อเข้าเดือนที่ 4 คุณแม่อาจขี้ลืมมากขึ้น ซึ่งพบได้บ่อยในคนท้อง ไม่ต้องกังวล สมุดบันทึกช่วยได้มาก ใช้จดเรื่องที่ต้องทำ และจดการเปลี่ยนแปลงของตัวเองกับลูกไว้ถามคุณหมอในวันนัด ยิ่งจดละเอียด คุณหมอก็ยิ่งให้คำแนะนำได้ตรงจุด

ท้องที่โตขึ้นไม่ได้แปลว่าต้องกินเพิ่มเป็นสองเท่า ให้เน้นแต่ละมื้อมีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ธาตุเหล็ก และแคลเซียมให้เพียงพอ กินอาหารปรุงสุกใหม่ และใส่ใจความสะอาดของภาชนะและวัตถุดิบ การดูแลสุขภาพของคุณแม่คือการดูแลลูกในครรภ์ไปพร้อมกัน

อาการคนท้อง สัปดาห์ที่ 25–36

ช่วงนี้คือโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์ อวัยวะของลูกพัฒนาไปมาก และลูกก็ตัวโตขึ้นจนพื้นที่ในมดลูกแคบลง คุณแม่จะรู้สึกได้ชัดเวลาลูกขยับตัว หลายคนเริ่มมีอาการบวม ลุกนั่งลำบาก เหนื่อยง่าย และหายใจไม่ค่อยอิ่ม เคลื่อนไหวได้ไม่คล่องเหมือนเดิม ควรใส่รองเท้าส้นเตี้ย ลุก นั่ง และเดินช้า ๆ เพื่อลดโอกาสหกล้ม

ช่วงนี้ต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานขณะตั้งครรภ์ เลือดออกทางช่องคลอด หรือปัญหาน้ำคร่ำ คุณหมอจึงมักนัดตรวจถี่ขึ้น ถ้ามีเลือดออก น้ำเดิน ปวดหัวรุนแรง ตาพร่ามัว บวมมากผิดปกติ หรือลูกดิ้นน้อยลง ควรไปโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอวันนัด

ราว 2 สัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด ควรจัดกระเป๋าไปโรงพยาบาลให้พร้อม จะได้ไม่ลืมของสำคัญในวันที่ต้องรีบออกจากบ้าน โทรถามโรงพยาบาลได้ว่ามีของใช้อะไรเตรียมไว้ให้แล้ว และต้องนำอะไรไปเพิ่ม อย่าลืมจดเบอร์โทรสำคัญไว้ เช่น เบอร์ญาติหรือเพื่อนที่จะช่วยในวันคลอด และเบอร์ห้องคลอดของโรงพยาบาล

ของใช้ส่วนตัวของคุณแม่ ให้เตรียมพอสำหรับนอนโรงพยาบาลประมาณ 3–5 วัน ขึ้นอยู่กับวิธีคลอดและแพ็กเกจที่เลือก ไม่ต้องเตรียมของเยอะเกินไป เพราะจะกลายเป็นภาระในวันเดินทาง ของที่ควรมี ได้แก่ สมุดฝากครรภ์ เสื้อผ้าใส่สบายสำหรับวันกลับบ้าน ผ้าคลุมให้นมไว้ใช้ตอนมีคนมาเยี่ยม ถุงเท้าหนา ๆ ช่วยให้เท้าอุ่น ถ้าใส่คอนแทคเลนส์ ให้พกแว่นสายตาไปด้วย จะสะดวกกว่าในช่วงที่ต้องพักฟื้น อีกอย่างที่ควรซื้อไว้ล่วงหน้าคือแผ่นซับน้ำนมและเสื้อชั้นในให้นม ส่วนแชมพูแบบแห้งก็มีประโยชน์ เพราะช่วงแรกหลังคลอดคุณแม่บางคนยังสระผมได้ไม่สะดวก

เส้นทางตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าตั้งครรภ์จนถึงวันคลอดไม่ง่ายเลย แต่เมื่อคนในครอบครัวเข้าใจและช่วยกัน ทุกช่วงก็ผ่านไปได้ การหาข้อมูล วางแผน และเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยได้มาก แต่ไม่ต้องอ่านจนวิตกกังวล อาการของคุณแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าพบอาการผิดปกติหรือไม่แน่ใจ ให้ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลครรภ์และยึดคำแนะนำของคุณหมอเป็นหลักนะคะ

อ้างอิง

https://bit.ly/3iqWXkm

https://bit.ly/3xbhnC6a

https://bit.ly/3vb48jd

https://bit.ly/3xePwRd

https://bit.ly/3waWFSP

https://bit.ly/3cwicNS

https://bit.ly/3zfJMJ0

https://bit.ly/3x8LV7q

https://bit.ly/2Soj68f

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

15 อาการที่อาจบอกว่าคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์

สารที่คุณแม่มือใหม่ควรรู้จัก และวิธีลดการสัมผัสในชีวิตประจำวัน

คำถามที่คุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมอยากรู้เกี่ยวกับโควิด-19

ดูสินค้าของ Mama’s Choice Thailand ได้ที่ Shopee Official Store

แชร์บทความนี้

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่หรือลูก ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลได้เสมอ

อ่านต่อ