รอยแตกลายเป็นกรรมพันธุ์ไหม คุณแม่ควบคุมอะไรได้บ้าง
ประวัติครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของรอยแตกลาย แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว มาดูว่าอะไรที่คุณแม่ดูแลได้ อะไรที่อยู่นอกการควบคุม และควรเริ่มดูแลผิวช่วงตั้งครรภ์เมื่อไร

"แม่ไม่มีรอยแตกลายเลย เราก็คงไม่มีเหมือนกัน"
ประโยคนี้ได้ยินกันบ่อย และก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย เพราะพันธุกรรมเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ข้อสรุปที่มักตามมาว่า "ในเมื่อเป็นกรรมพันธุ์ ดูแลไปก็ไม่ช่วยอะไร" นั้นไม่ค่อยถูกนัก
เกิดอะไรขึ้นกับผิวตอนที่มีรอยแตกลาย
รอยแตกลายเกิดขึ้นในชั้นหนังแท้ ซึ่งอยู่ใต้ผิวชั้นนอก
หนังแท้มีคอลลาเจนและอีลาสติน โปรตีนสองชนิดที่ทำให้ผิวยืดออกแล้วกลับคืนรูปได้ คอลลาเจนทำให้ผิวแข็งแรง อีลาสตินทำให้ผิวยืดหยุ่น เมื่อผิวถูกยืดเร็วกว่าที่หนังแท้จะปรับตัวทัน เส้นใยเหล่านี้จะเสียหาย และร่างกายซ่อมแซมบริเวณนั้นจนเห็นเป็นเส้นลายบนผิว
นี่คือเหตุผลที่รอยแตกลายไม่ใช่สิ่งที่ขัดหรือล้างออกได้เหมือนคราบบนผิว
พันธุกรรมมีบทบาทมากแค่ไหน
ค่อนข้างมาก งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าประวัติครอบครัวเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับรอยแตกลายมากที่สุดปัจจัยหนึ่ง คุณแม่ที่แม่ของตัวเองเคยมีรอยแตกลายตอนตั้งครรภ์มีแนวโน้มจะมีเช่นกัน งานวิจัยด้านพันธุกรรมยังพบยีนบางตัวที่เกี่ยวกับการสร้างอีลาสตินและโครงสร้างผิวที่สัมพันธ์กับแนวโน้มนี้
พันธุกรรมจึงมีผลจริง แต่สังเกตคำที่งานวิจัยใช้ คือแนวโน้ม ไม่ใช่ผลที่แน่นอน
ปัจจัยที่ไม่ใช่พันธุกรรม
ส่วนนี้คือสิ่งที่คุณแม่มีส่วนดูแลได้บ้าง
ปัจจัยสำคัญคือความเร็วที่น้ำหนักขึ้น ผิวที่มีเวลาค่อย ๆ ปรับตัวมักรับมือได้ดีกว่าผิวที่ถูกยืดอย่างรวดเร็ว การให้น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ที่แพทย์หรือพยาบาลที่ฝากครรภ์แนะนำจึงเป็นเรื่องที่ทำได้และมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมด้วย
อายุก็มีส่วน และอาจต่างจากที่หลายคนคิด งานวิจัยพบว่าคุณแม่ที่อายุน้อยมีรอยแตกลายได้บ่อยกว่า ส่วนเหตุผลนั้นยังไม่ชัดเจนนัก
ปัจจัยที่เหลือส่วนใหญ่อยู่นอกการควบคุม เช่น การตั้งครรภ์แฝด ลูกตัวโต น้ำคร่ำมาก และดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ ส่วนการกินอาหารครบหมู่และการดูแลผิวให้ชุ่มชื้นเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้ผิวอยู่ในสภาพดีระหว่างที่ร่างกายเปลี่ยนแปลง
พันธุกรรมจึงกำหนดแนวโน้มไว้ แต่ไม่ได้กำหนดทุกอย่าง
ทำไมคำว่า "กรรมพันธุ์" มักทำให้คนเลิกดูแล
เพราะฟังดูเหมือนตัดสินไปแล้ว
อีกมุมหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ พันธุกรรมบอกว่าผิวของคุณแม่ทนการยืดได้แค่ไหน ส่วนปัจจัยอื่นบอกว่าผิวต้องยืดเร็วและมากเพียงใด
คุณแม่สองคนที่มีพันธุกรรมใกล้กัน คนหนึ่งน้ำหนักขึ้นเร็วมาก อีกคนน้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์และบำรุงผิวสม่ำเสมอ ผลที่ออกมาอาจไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่มีรอยเลย เพราะร่างกายของแต่ละคนต่างกัน
เมื่อไรที่ควรเริ่มดูแลผิว
รอยแตกลายที่เพิ่งเกิดมักมีสีแดงหรือม่วง เรียกว่า striae rubrae ส่วนรอยที่เกิดมานานจะค่อย ๆ จางเป็นสีขาวเงิน เรียกว่า striae albae การเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีขาวใช้เวลาหลายเดือน แพทย์ผิวหนังมักบอกว่าทางเลือกทางการแพทย์ได้ผลดีกว่าในช่วงที่รอยยังเป็นสีแดง
สำหรับการบำรุงผิวด้วยตัวเอง จังหวะที่ดีคือเริ่มตั้งแต่ผิวยังไม่ยืดขยายมาก คือตั้งแต่ไตรมาสแรก ผิวที่ได้รับความชุ่มชื้นเป็นประจำจะรู้สึกนุ่มและแห้งตึงน้อยลงเมื่อหน้าท้องเริ่มขยาย
สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้
เริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรก ก่อนผิวจะยืดขยายเร็ว ไม่ต้องรอให้เห็นเส้นแรก
ทาแล้วนวดเบา ๆ การนวดวนเป็นวงกลมช่วยให้ครีมกระจายทั่วผิว และเป็นช่วงเวลาพักผ่อนเล็ก ๆ ของคุณแม่ในแต่ละวัน
ทาสม่ำเสมอวันละสองครั้ง ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการเลือกผลิตภัณฑ์ราคาแพง
ดูแลทุกบริเวณที่ผิวยืดขยาย ไม่ใช่แค่หน้าท้อง หน้าอก ต้นขา สะโพก และต้นแขนก็มีรอยได้บ่อย
ดูแลความชุ่มชื้น ทั้งทาครีมบำรุงภายนอกและดื่มน้ำให้เพียงพอ
เลือกเนื้อที่ทาแล้วอยากทาทุกวัน Mama's Choice Stretch Mark Cream ครีมบำรุงผิวที่คิดค้นสูตรสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นม เนื้อครีมบางเบา ซึมไว ทาแล้วรู้สึกเย็นสบายผิว มีส่วนผสมของ Lipobelle Soyaglycone สารสกัดจากถั่วเหลืองที่มีไอโซฟลาโวน ร่วมกับว่านหางจระเข้ เชียบัตเตอร์ และน้ำมันโจโจ้บา ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวที่กำลังยืดขยาย ผิวนุ่ม ยืดหยุ่น และแลดูเรียบเนียน ไม่มีพาราเบน พทาเลต และแอลกอฮอล์ในสูตร ได้รับการรับรองฮาลาล (จดแจ้งกับ อย. เลขที่ 10-2-6600003112) คุณแม่ที่อยากบำรุงเพิ่มอีกขั้น ใช้คู่กับ Stretch Mark Serum เซรั่มเนื้อบางเบาที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทาเซรั่มก่อนแล้วตามด้วยครีม ผิวจะนุ่มและแลดูเรียบเนียน (จดแจ้งกับ อย. เลขที่ 10-2-6600038970)
หากคุณแม่ยังเลือกไม่ได้ว่าเนื้อแบบไหนเหมาะกับตัวเอง เราอธิบายความต่างไว้ในบทความเรื่องครีม ออยล์ หรือเซรั่ม
ผลิตภัณฑ์ทาผิวช่วยได้แค่ไหน
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นุ่ม และรู้สึกสบายขึ้นระหว่างที่ผิวยืดขยาย แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของหนังแท้ และไม่มีครีมใดรับประกันได้ว่าจะไม่มีรอยแตกลาย สำหรับรอยที่มีมานานหลายปี หัตถการอย่างเลเซอร์หรือไมโครนีดลิงโดยแพทย์ผิวหนังเป็นทางเลือกที่ควรปรึกษาหลังคลอดและหลังหยุดให้นมแล้ว
รอยแตกลายพบได้บ่อยมากในคุณแม่ตั้งครรภ์ และไม่ได้บอกว่าคุณแม่ดูแลตัวเองไม่ดี ไม่มีอะไรต้องอายหรือปิดบัง ถ้าคุณแม่อยากดูแลผิวก็เริ่มได้เลย คำว่ากรรมพันธุ์ไม่ได้แปลว่าทำอะไรไม่ได้
บทความที่เกี่ยวข้อง: รอยแตกลายคืออะไร หายถาวรไหม และเคล็ดลับดูแลผิวหน้าท้องช่วงตั้งครรภ์
คำถามที่พบบ่อย
- รอยแตกลายเป็นกรรมพันธุ์จริงไหม
- ประวัติครอบครัวเป็นปัจจัยหนึ่งที่สัมพันธ์กับการเกิดรอยแตกลายมากที่สุด และงานวิจัยด้านพันธุกรรมก็สนับสนุนว่ายีนมีบทบาท แต่ยีนบอกแค่แนวโน้ม ไม่ได้กำหนดผลแน่นอน
- ถ้าแม่ของเราไม่มีรอยแตกลาย เราจะไม่มีใช่ไหม
- โอกาสอาจน้อยกว่า แต่ไม่ใช่ศูนย์ ปัจจัยอื่นอย่างความเร็วที่น้ำหนักขึ้น อายุ และการตั้งครรภ์แฝดยังมีผลอยู่
- ควรเริ่มทาครีมบำรุงผิวหน้าท้องเมื่อไร
- เริ่มได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก ก่อนที่ผิวจะเริ่มยืดขยายเร็ว การบำรุงให้ผิวชุ่มชื้นเป็นประจำตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำได้ง่ายกว่ามาเริ่มตอนที่ผิวแห้งตึงแล้ว
- รอยแตกลายหายสนิทได้ไหม
- รอยที่เปลี่ยนเป็นสีขาวเงินแล้วมักไม่หายไปทั้งหมด เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในชั้นลึกของผิว รอยส่วนใหญ่จะค่อย ๆ จางลงเองตามเวลา หากอยากดูแลเพิ่มเติม ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังถึงทางเลือกที่เหมาะกับตัวเอง
แหล่งที่มา
- Mama's Choice, ข้อมูลส่วนผสม Lipobelle Soyaglycone สารสกัดจากถั่วเหลืองที่มีไอโซฟลาโวน
- American Academy of Dermatology, แนวทางการดูแล striae distensae
แชร์บทความนี้
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่หรือลูก ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลได้เสมอ



